อิตาลี ก็เผชิญความวุ่นวาย เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงภายใต้การนำของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และแรงงานหนุ่มสาว ได้รวมตัวกันลงถนนประท้วงทั่วประเทศ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อสภาวะค่าครองชีพแพง ค่าเช่าบ้านพุ่งสูง ค่าจ้างต่ำ และเรียกร้องให้รัฐบาลตัดงบประมาณทางทหาร เพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชน แต่สถานการณ์ที่บานปลายที่มิลาน เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงสวมหน้ากาก ขว้างปาหิน ประทัด และแผงเหล็กเข้าใส่เจ้าหน้าที่บริเวณจัตุรัสหน้ามหาวิหารดูโอโม (Duomo Cathedral) และย่านการค้าหรูหรา (Galleria Vittorio Emanuele II)
สถานการณ์ยังลุกลามไปยังเมืองโบโลญญา มีการขว้างปาขวดแก้วและวัตถุอันตรายใส่เจ้าหน้าที่ใกล้กับสถานีรถไฟ ส่งผลให้ตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตามากกว่า 400 นัดและใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าควบคุมสถานการณ์ จนต้องสั่งปิดสถานีรถไฟชั่วคราว มีผู้ถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 60 คน ซึ่งเกือบครึ่งเป็นเยาวชน
นายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี ได้ประณามกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายอย่างรุนแรง โดยระบุว่า การประท้วงเป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่การเผาบ้านเผาเมืองและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้อย่างเด็ดขาด
ส่วนที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ประชาชนหลายหมื่นคนได้รวมตัวประท้วงปัญหาค่าครองชีพ ค่าแรงที่อยู่ในระดับต่ำ และความยากลำบากในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ โดยราคาบ้านในโปรตุเกสเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า นับตั้งแต่ปี 2017 ขณะที่ค่าเช่าสำหรับสัญญาเช่าใหม่ก็เพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน
ที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม ที่มีการประท้วงของนักศึกษาต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จากประเด็นค่าธรรมเนียมลงทะเบียนเรียน ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำแรงดันสูง เพื่อสลายผู้ชุมนุม
สำนักข่าว อัล จาซีรา รายงานอ้างความเห็นของ อัลแบร์โต อาเลมานโน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย-นโยบายสหภาพยุโรปจาก "เอชอีซี ปารีส บิสซิเนส สคูล" (HEC Paris Business School) ว่า ฝรั่งเศสเป็นเสมือนศูนย์กลางของความเคลื่อนไหวในขณะนี้ และเริ่มมีสัญญาณว่า ความไม่พอใจกำลังขยายไปยังประเทศอื่น
เขาย้ำว่า การประท้วงเหล่านี้ ไม่ใช่ขบวนการเดียวกัน แต่เป็นการเคลื่อนไหวหลายกลุ่มที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน และมีปัญหาบางอย่างร่วมกัน เช่น งบประมาณการศึกษาที่ไม่เพียงพอ ค่าครองชีพสูง และสำหรับนักศึกษาคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตหลังสำเร็จการศึกษา