ความขัดแย้งทางยุทธศาสตร์ "ลากเส้นเขตแดนก่อน" VS "แบ่งผลประโยชน์ก่อน"
ถามว่าจะหาข้อสรุปได้อย่างไร? ในเมื่อไทยยืนยันให้เคลียร์เรื่องลากเส้นเขตแดนให้จบก่อน จึงค่อยคุยเรื่องแก๊สและน้ำมัน แต่กัมพูชากลับข้ามไปเน้นประเด็นการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทันที
ดร.ปณิธาน กล่าวว่า นั่นเป็นเพียงจุดยืนที่ไทยแสดงออกไป แต่การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการประนอม
ซึ่งจุดแข็งของคณะกรรมการคือ การนำทั้งเรื่องเขตแดนและเรื่องผลประโยชน์มารวมกันเป็นแพ็กเกจ (comprehensive package) เพื่อผ่อนคลายท่าทีที่แข็งตึงของทั้งสองประเทศ
แม้ไทยจะต้องการให้ลากเส้นเขตแดนก่อน แต่นั่นทำได้ยาก เพราะต่างฝ่ายต่างมีหลักฐานทางกฎหมายที่แตกต่างกันมาก คณะกรรมการประนอม ไม่มีอำนาจลากเส้นเขตแดน อาจยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อจูงใจให้ไทยลดการอ้างกรรมสิทธิ์ลง แล้วไปเพิ่มสิทธิในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันแทน เหมือนเช่นกรณีออสเตรเลีย
การลากเส้นเขตแดนให้จบก่อนไปคุยเรื่องผลประโยชน์ มีความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร?
ดร.ปณิธาน ระบุว่า หากไทยสามารถลากเส้นเขตแดนได้สำเร็จก่อน ไทยจะได้เปรียบอย่างมาก เพราะได้พื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทางทะเลมากขึ้น โดยยึดแนวเกาะกูดตามประกาศปี 2516 และปฏิเสธไม่ยอมรับเส้นไหล่ทวีปของกัมพูชาปี 2515
คณะกรรมการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS จะมีอิสระในการหาทางออกใหม่ได้จริงหรือ ในเมื่อตัวแทนแต่ละประเทศต้องรับนโยบายจากรัฐบาลตนเอง
ดร.ปณิธาน กล่าวว่า คณะกรรมการ (จากเยอรมนี แอฟริกาใต้ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส และประธานจากออสเตรเลีย) ต้องยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก แม้หลักฐานบางอย่างอาจเอนเอียงไปทางฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม แต่กฎหมาย UNCLOS มาตรา 121 เรื่องเกาะกูดก็ทำให้ไทยได้เปรียบ หากไทยยืนยันลากเส้นตามข้อตกลง UNCLOS จากเกาะกูดขึ้นไป
ประเมินบทบาทและการแสดงถ้อยแถลงของตัวแทนฝ่ายไทย
กรณีท่าน "สีหศักดิ์" ได้กล่าวถ้อยแถลงดุดัน โดยรื้อฟื้นประเด็นอดีตนายกฯ สมเด็จฮุน เซน แอบอัดคลิปเสียงสนทนากับนายกฯ แพทองธาร แล้วนำมาเปิดเผย ซึ่งเป็นการผิดมารยาทและกติการะหว่างประเทศ การแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ส่งผลอย่างไรหรือไม่?
ดร.ปณิธาน กล่าวว่า เป็นการแสดงความไม่พอใจของไทยในฐานะผู้เสียหาย และตอบสนองต่อความรู้สึกของประชาชนคนไทยจำนวนมาก แต่ในทางการทูตรอบนี้ เราก็มีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรเท่าไร คณะกรรมการประนอมรับทราบแต่อาจกังวล และต้องทำงานหนักขึ้น เนื่องจากมองว่าจุดยืนไทยมีความเข้มข้น แข็งกร้าว
"บทบาทดังกล่าวเป็นการเน้นตอบสนองการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก"
ดร.ปณิธาน กล่าวอีกว่า การทำงานหลังจากนี้คงยากขึ้น และต้องละเอียดมากขึ้น เมื่อวานนี้ (15 ก.ย.69) กัมพูชาวางบทบาทนุ่มนวลกว่า เน้นกฎหมายระหว่างประเทศ เน้นประวัติศาสตร์ นำเสนอว่าเป็นประเทศเล็กที่เคยได้รับผลกระทบจากประวัติศาสตร์ เป็นผู้ถูกกระทำ เปิดทางให้คณะกรรมการเสนอทางออกทางเศรษฐกิจร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ มีระยะเวลาไกล่เกลี่ย 1 ปี แม้ข้อเสนอของคณะกรรมการจะไม่มีผลผูกพันบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม แต่ก็เป็นกรอบบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดเผยฐานความคิดและวิธีต่อสู้
อาจารย์เห็นด้วยกับบทบาทความแข็งกร้าว รวมถึงการย้อนอดีตเรื่องคลิปเสียงของท่านทูต "สีหศักดิ์" หรือไม่?
ดร.ปณิธาน บอกว่า ส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เข้าใจและเห็นใจท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องทำหน้าที่ตามบทบาทการเมืองของไทยที่ต้องนำเสนอความรู้สึกของคนไทย แต่เวทีนี้อาจไม่ใช่เวทีที่เหมาะสมที่สุด เวทีนี้เป็นเวทีประนอมหาทางออกร่วมกัน ควรจะมีท่าทีที่เปิดกว้างมากกว่านี้ สิ่งที่ไทยพยายามเสนอเรื่องอยากให้กลับไปเจรจาแบบทวิภาคี จึงถูกกลบไปหมดด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว
ในเวทีระหว่างประเทศ หลายฝ่ายอาจกังวลแทน แต่คนไทยคงจะให้กำลังใจท่านมากขึ้น ถือเป็น 2 เวทีที่ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งต่อไปเราคงต้องปรับบทบาทให้เหมาะสมกับเวทีประนอมมากขึ้น