ทั้งนี้ กกต. มักวินิจฉัยในลักษณะคดีอาญาเป็นหลัก แต่กลับละเลยความผิดตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ กกต. จะต้องยื่นคำร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. กลับไม่ได้หยิบยกมาตรา 62 มาพูดถึงเลย หรือมีเจตนาปล่อยปละละเลย จึงถือว่า กกต. ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนนี้จึงเข้าข่ายละเมิดตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่กำหนดไว้ว่า หาก กกต. หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ทำให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ จะต้องระวางโทษจำคุก 10 ปี วันนี้กลุ่ม สว.สำรอง จึงใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44
พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มได้ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำวินิจฉัยที่ กกต. ระบุว่าผู้เกี่ยวข้องในข้อกล่าวหาที่ 1-3 ไม่มีความผิด ขอให้เพิกถอนคำสั่งนี้และไต่สวน วินิจฉัยใหม่ พร้อมทั้งไต่สวนรูปแบบขบวนการทุจริตที่ทำให้การเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม เพื่อให้ กกต. นำกลับมาพิจารณากรณี สว. 138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาพิจารณาใหม่อีกครั้ง
“โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ทบทวนเหมือนทำการบ้านส่งขึ้นมาใหม่” พล.ต.ท.คำรบ เผย
พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า คาดหวังว่าศาลจะเมตตารับคำร้องในวันนี้และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริง พร้อมเผยว่าไม่หนักใจที่ กกต. เตรียมความพร้อมรับมือไว้แล้ว เพราะมีการร่างหนังสือเตรียมการมาเป็นแรมเดือน ส่วนกรณีที่ กกต. ชุดใหญ่พยายามโยนความผิดให้ อนุกรรมการชุด 36 ว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึงนั้น ในฐานะผู้บริหารต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ควรโยนความผิดให้ใครสำหรับกรณี หากคดีถึงที่สุดและศาลรับคำร้องสั่งให้ สว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทางกลุ่ม สว.สำรอง ยินดีรับตำแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไร ก็น้อมรับ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และหากกฎหมายไม่ได้ระบุให้สละสิทธิ์ ก็พร้อมรับตำแหน่งเนื่องจากเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย
ทั้งนี้ กลุ่ม สว.สำรอง ได้อ่านแถลงการณ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยมองว่ามาตรา 62 ใช้เกณฑ์ "หลักฐานอันควรเชื่อได้" ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่ต้องรวมถึงพฤติกรรมและความเชื่อมโยงของเครือข่ายด้วย การยื่นคำร้องครั้งนี้ไม่ได้มุ่งช่วยเหลือบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.