หากวันที่ 14 ก.ย. กกต. ลงมติแนว ๆ นี้ คำถามถัดไปคือ “แล้วยังไงต่อ” ?
ส่งศาลโดยไว หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” เพราะ จะยังมีขั้นตอนเขียนคำวินิจฉัยกลางก่อนส่งศาลฎีกา 60 วัน เมื่อส่งศาลแล้ว ยังมีขั้นตอนธุรการของศาล ตั้งองค์คณะ ตรวจพยานหลักฐาน พิจารณารับ-ไม่รับ และนัดวันไต่สวน เป็นนัดต่อเนื่อง กินเวลาหลายเดือน คือ จะข้ามไปอีกหลายเดือนจะถึงวันนัด (ดูเปรียบเทียบจากคดี 44 สส. ก้าวไกล) คาดว่ากระบวนการโดยรวมของคดี จะกินเวลาทั้งสิ้น 1-3 ปี พูดง่าย ๆ คือ สว. ชุดปัจจุบันนี้ จะได้ทำหน้าที่ไปจนครบวาระ คดีจึงเห็นหน้าเห็นหลัง
จนถูกตั้งคำถามจาก ‘ชัยธวัช ตุลาธน’ อดีตผู้นำฝ่ายค้านฯ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่ตั้งคำถามว่า นี่เป็นแทกติกในการยื้อเวลา หรือไม่ เพราะ คดียุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธินักการเมืองในฝ่ายตนนั้นไวกว่านี้มาก เท่านั้นยังไม่พอ อย่าเพิ่งดีใจหาก กกต. มีมติส่งศาลฎีกา 50 คนขึ้นไป เพราะ ต้องไล่เช็กให้ดีว่า กลุ่มที่โดนส่งศาล โดนข้อหาอะไรกันบ้าง เนื่องจากมีถึง 7 ข้อหา และกรรมการ กกต. บางท่านบอกไว้เองว่า แต่ละคนโดนข้อหาไม่เท่ากัน ฉะนั้นบางคนอาจโดนข้อหาเบาก็ได้
ส่วนข้อหาหนักสุด เป็นไปตามมาตรา 77 พ.ร.ป. สว. เรียกง่าย ๆ คือ “สัญญาว่าจะให้” แต่ กกต. ต้องมีหลักฐานชัดว่ามีการ “ให้ จัดทำ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ เลี้ยง รับจะจัดเลี้ยง หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม” ในกระบวนการเลือก สว. และหากนำมาประกอบกับการตีความมาตรา 62 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน โดย “ท่านเลขาฯ แหวง” แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. โดยเฉพาะประเด็น “ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการทุจริต ซึ่งท่านเลขาฯ บอกว่า หลักฐานต้องเฉพาะเจาะจงที่ตัว “ผู้สมัคร” หรือ “ผู้ใด” สรุปล่วงหน้าได้เลยว่า นอกจากผลออกมาจะฟ้องแค่ “ปลาซิว” แล้ว ข้อหาส่วนใหญ่ยัง “จิ๊บ ๆ” อีกด้วย
การที่ กกต. มีมติส่งศาลฎีกาแม้เพียงบางส่วน จะสามารถนำไปเป็นหลักฐานต่อสู้คดีต่อในอนาคตได้ว่า ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และได้ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว เพราะคาดได้ว่า กกต. จะถูกภาคประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีแน่นอน กรณี กกต. ลงมติฟัน สว. ตัวจริงบางส่วน ตามที่ผมเล่ามานี้ แต่ฝ่ายการเมืองคนสำคัญรอดหมด จะเกิดอะไรตามมา ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจ
สว. น้ำเงินอ่อน บูชายัญ รู้ล่วงหน้านานแล้ว
แหล่งข่าวในแวดวง สว. ซึ่งเป็นคนสำคัญระดับ “ผู้คุมเสียง” เล่าให้ฟังว่า สว. ตัวจริงรู้ล่วงหน้ามานานแล้วว่าผลจะออกแบบนี้ ตัวเลขที่เนชั่นทีวีรายงานเป็นสื่อแรกเมื่อหลายเดือนก่อนคือ จะมี สว. ตัวจริงโดนฟัน 13-14 คน จริง ๆ แล้วช่วงโค้งสุดท้ายมีข่าว “รอดหมด - รอดยกเข่ง” ถึงขั้น สว. เตรียมเฮ มีกำหนดการไปล่องเรือฉลองแถว ๆ เกาะช้าง เกาะกูด แต่สุดท้ายแนวทางนี้ไปต่อไม่ไหว เพราะสังคมกดดันหนักจริงๆ จึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ ทั้งเรื่อง สว. รอดหมด และทริปลงเรือข้ามเกาะด้วย
แต่แหล่งข่าวบอกให้จับตา สว. ระดับ “บิ๊ก” กำลังจะมีงานใหญ่ “พิธีวิวาห์ลูกสาว บิ๊ก สว.” ต้นเดือน ก.ย. เชิญนายกฯ อนุทิน เป็นประธานด้วย งานนี้ภาพความแนบแน่นระหว่างรัฐบาลสีน้ำเงิน กับ สว. สีน้ำเงิน ก่อนวัน กกต. ลงมติ 14 ก.ย. จะถูกเผยแพร่ไปทั่ว คล้าย ๆ ภาพใครหลายคนล่องเรือเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งมีเสียงวิจารณ์กระฉ่อนว่า เป็นการ “ส่งสัญญาณ” อะไรบางอย่างหรือไม่ สอดรับข้อมูลวงในจากค่ายทหารว่า “รัฐพันลึก” ยังสนับสนุน “ระบอบน้ำเงิน” เต็มกำลัง
ฉะนั้น 14 ก.ย. ผ่านสบาย ส่วนภายหลังวันที่ 14 ไปแล้ว เจอฝ่ายค้านและกระแสนอกสภาขย่มต่อจะทำอย่างไร คำตอบจากแหล่งข่าว คือ เขาจะใช้แทกติกกฎหมายสวนกลับ และเปิดหน้าสู้ในสภา เช่น ข้อมูลโทรศัพท์ได้มาอย่างไร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผิดกฎหมาย PDPA หรือไม่ ข้อมูลโทรศัพท์ โดยเฉพาะ “ข้อมูลสถานีฐานโทรศัพท์” ไม่ได้ยืนยันการทุจริต หรือเกี่ยวข้องกับการฮั้ว เพราะอธิบายได้แค่ว่า ณ เวลานั้น บุคคลที่ถูกพาดพิงถึง อยู่ที่ไหนกันแน่
ถัดจากนั้นก็จะใช้แทกติกสร้างเรื่องใหญ่เรื่องอื่นมากลบกระแสฮั้ว สว. โดยหลายฝ่ายให้จับตาการเปิดเกมแก้รัฐธรรมนูญ หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจะสร้างความสนใจได้มากกว่าฮั้ว สว. ที่ กกต. ชี้ขาดจบแล้ว และส่งศาลฎีกาบางส่วน ระวังคนภูมิใจไทยอาจตัดสินใจเป็นผู้โยนโจทย์เอง อ้างกรณีฮั้ว สว. เป็นความชอบธรรมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา และสุดท้าย สว. ชุดนี้จะอยู่จนครบวาระแน่นอน
ขณะที่รัฐบาลสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย ขอเชิญชวนทุกท่านให้รอลุ้นกันต่อไป แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ช่วงสิ้นปีนี้จะมีงานใหญ่ พิธีใหญ่ ว่ากันว่าต้องมีรัฐบาลที่ “รัฐพันลึกไว้วางใจ” ทำหน้าที่ไปก่อน ส่วนประชาชนคนไทยที่ไม่ไว้วางใจ อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของพวกเขาก็เป็นได้