เนชั่นทีวี

Exclusive

บทบรรณาธิการ : บนทางแยก “ทวี สอดส่อง” ไม่กัวหัว ฮั้ว สว. ความถูกต้องเหนือมติพรรค

30 ส.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

บทบรรณาธิการ : บนทางแยก “ทวี สอดส่อง” ไม่กัวหัว ฮั้ว สว. ความถูกต้องเหนือมติพรรค

บทบรรณาธิการ : บนทางแยก “ทวี สอดส่อง” ไม่กัวหัว ฮั้ว สว. ความถูกต้องเหนือมติพรรค

บทบรรณาธิการ : บนทางแยก “ทวี สอดส่อง” ไม่กัวหัว ฮั้ว สว. ความถูกต้องเหนือมติพรรค

KEY

POINTS

  • ปัดเอี่ยวสำนวนหลุด: ยืนยันพ้นเก้าอี้ รมว.ยุติธรรมก่อนสำนวนฮั้ว สว. หลุด ชี้หลักฐาน DSI แน่นหนา  
  • ยึดความถูกต้องเหนือพรรค: แม้พรรคประชาชาติร่วมรัฐบาล แต่ลั่นไม่ก้มหัวให้ความไม่ถูกต้องเด็ดขาด  
  • ตั้งคำถามองค์กรอิสระ: จี้สังคมมองปมจัดตั้ง สว. และบทบาท กกต. ชี้ต้องโปร่งใสเพื่อปกป้องภาษีประชาชน  

ส่วนหนึ่งขอองบทสัมภาษณ์ ‘พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้ไว้ผ่านรายการคมชัดลึก ผู้ซึ่งถูกบรรดา สว. ที่ถูกกล่าวหาร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าใช้อำนาจแทรกแซงการทำงานของดีเอสไอ ในคดีฮั้ว สว. แต่ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญลงมติว่าไม่มีความผิด วันนี้ ออกมาเปิดหน้าพูดถึงคดี ‘ฮั้ว สว.’ อีกครั้ง ในฐานะที่ปรึกษา และกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แม้ในวันนี้พรรคประชาชาติที่เจ้าตัวเป็นหัวหน้าพรรค จะมีมติร่วมรัฐบาล และผู้นำจิตวิญญาณของพรรคอย่าง ‘อาจารย์วันนอร์’ ก็รั้งตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีอยู่ด้วย ทำให้เกิดความ “ย้อนแย้ง” กันอยู่ในที เมื่อผู้ถูกกล่าวหาล้วนเป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ในตอนนี้ “เนชั่นออนไลน์” ชวนหาคำตอบถึงจุดยืนและสถานะของเขาคนนี้

สำนวนคดี ฮั้ว สว. หลุดในยุค ‘ทวี สอดส่อง’ หรือไม่ 

พ.ต.อ.ทวี เริ่มด้วยการปฏิเสธว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสำนวนที่หลุดออกมา แม้จะถูกพาดพิงมาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน โดยชี้แจงว่าคดีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษโดยอัตโนมัติ เนื่องจากมีมูลความผิดฐานฟอกเงินเกินกว่า 300 ล้านบาท ต่อมามี สว. กว่า 92 คน ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าตน และนายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี เข้าไปแทรกแซง แล้วศาลมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแล DSI ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ที่ตนไม่ได้เข้าไปที่ดีเอสไอเลย และระหว่างนั้นก็มีการชี้แจงตอบกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสู้คดีที่ถูกกล่าวหา ประมาณ 7 – 8 ครั้ง ยืนยันว่าสำนวนไม่ได้หลุดออกมาในยุคตน ซึ่งเอกสารที่หลุดออกมาตามภาพที่นำเสนอกันเป็นช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 ในสมัยรัฐบาลนายอนุทิน ถัดไปที่ตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งแล้ว 

ก่อนจะยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยรับรองแล้วว่าตนไม่ได้แทรกแซงกระบวนการใด ๆ และไม่มีความผิดเรื่องจริยธรรม การสืบสวนของ DSI พบว่าเป็นขบวนการอั้งยี่ขนาดใหญ่ที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำชัดเจน เช่น กลุ่มวางแผน กลุ่มจัดหาผู้สมัคร กลุ่มพลีชี และกลุ่มติวเตอร์ รวมถึงมีการใช้หลักฐานการเชื่อมโยงข้อมูลจากเสาสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Site) เพื่อพิสูจน์ทราบสถานที่ แม้จะมีการท้วงติงเรื่องอำนาจการสอบสวนข้อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ศาลก็วินิจฉัยแล้วว่า DSI มีอำนาจดำเนินการ


“เรื่องนี้มันมาจากการที่จะทำให้เป็นคดีพิเศษ ระบุไว้เลยว่ามันมีองค์กรหนึ่ง เป็นอั้งยี่ ซึ่งในการเข้าเป็นคดีพิเศษมันก็จะมีภาพของการรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ด้วย ว่าในระหว่างเขาไปรวบรวมก็มีทั้งหลักฐานการเชื่อมโยงสถานที่ ข้อมูลโทรศัพท์ เพื่อนำเข้าที่ประชุมบอร์ดคดีพิเศษ วินิจฉัยเรื่องข้อกฎหมาย ว่ามันมีความผิดทั้งอาญาปกติ แล้วผิดทั้งพรป.สว. ในตอนนั้นท่านปกรณ์ เลขากฤษฎีกา ก็บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติถือว่าล้มล้างการปกครองเลย แต่ท่านบอกว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน”


พ.ต.อ.ทวี ตั้งคำถามกลับว่าจริงๆ แล้วต้องโทษองค์กรจัดการเลือก สว. อย่าง กกต. หรือไม่ ไม่ใช่มาตำหนิคนปล่อยสำนวน หรือคนตรวจสอบ การที่ชัดเลือก สว. โดยในรอบระดับประเทศมีคนใส่เสื้อเหลืองกันเป็นพันคน เจ้าหน้าที่ กกต. ก็ใส่เสื้อเหลืองอีก เวลาที่จะเข้าไปทำอะไรที่มิชอบ อย่างในห้องน้ำ ก็ทำได้ง่ายดาย ในลักษณะเช่นนี้ผู้รับผิดชอบหลักเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ หรือกรณีผู้สมัครจากระดับอำเภอ ดันไปมีกำหนดให้นายอำเภอเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนจัดการ พอระดับประเทศให้ประธาน กกต. กรรมการ กกต.และเลขาธิการ กกต. เป็นผู้มีอำนาจ องค์กรใหญ่ขนาดนี้ ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้หรือ

“ซึ่งการสอบสวนในครั้งนั้น มันเหมือนมาทำกระทำผิดให้ปรากฏต่อหน้าคนแล้ว เพราะว่าก่อนที่จะมาเป็นคดีพิเศษ มันเกิดวันที่ 26 มิถุนายน 67 กว่าจะมาเป็นคดีพิเศษเดือนกุมภาพันธ์ 68 เป็นเวลานาน แต่กระแสข่าวก็กระหึ่มไม่หยุด ก็เพราะว่าในเรื่องของความยุติธรรมมันเป็นเรื่องใหญ่”


พ.ต.อ.ทวี ยังมองว่าการทุจริตเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่ประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ต้องช่วยกันตรวจสอบ รัฐธรรมนูญมาตรา 63 ให้ความคุ้มครองผู้ที่แจ้งเบาะแสการทุจริต การที่ iLaw หรือสื่อมวลชนออกมาเปิดเผยหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง ถือเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบ ประชาชนมีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และการเลือกตั้งก็ต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม เขาต้องสามารถพูดได้ เปิดเผยได้ ถ้าเราไปสกัดเหมือนเป็นการฟ้องปิดปาก 

 

ย้อนแย้งในจุดยืน ? ทั้งร่วมรัฐบาล ทั้งเปิดโปงแฉฮั้ว สว.

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาใน DSI ไปแจ้งความดำเนินคดี พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า เป็นสิทธิ์ของเขา และเขาต้องอยู่ให้ได้แม้จะลำบาก เพราะ วันนี้คนที่มาเป็นรัฐบาล เกือบ 10 คน ถูก กกต. แจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งทำอะไรไม่ได้ เพราะ DSI ไม่ใช่องค์กรอิสระ ถึงอย่างไรก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายการเมืองอยู่ดี เพราะฉะนั้น ในมุมของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่นั้นตนเข้าใจ แต่ขอตั้งคำถามไปยังรัฐบาลมากกว่า ว่าต้องไม่เข้าไปแทรกแซง ถ้าแทรกแซงตนก็ยอมไม่ได้ 

ในขณะที่หมวกอีกใบของ พ.ต.อ.ทวี คือ ‘หัวหน้าพรรคประชาชาติ’ แต่เป็นโต้โผออกมาชำแหละขบวนการฮั้ว สว. ต่อเนื่อง นอกจากนั้นผู้นำจิตวิญญาณของพรรค อย่าง ‘อาจารย์วันนอร์’ ก็รั้งตำแหน่งประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้วย อะไรคือจุดยืนที่แท้จริงของ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า โดยสถานะของพรรคประชาชาติ มีมติร่วมรัฐบาล แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าตนสื่อสารในข้อกฎหมาย แม้ในพรรคจะมีความกังวล แต่ในประเด็นจุดยืนทางการเมือง ตนยึดหลักความถูกต้องและประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าบุญคุณ หรือระบบอุปถัมภ์ แม้จะอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล แต่หากเป็นเรื่องความไม่ถูกต้องหรือการทุจริต ตนก็ไม่สามารถก้มหัวให้ได้


“ถ้าตัวผมเป็นฝ่ายค้านนะ พวกนี้อยู่ไม่ได้ ในข้อมูลที่ผมมี ยังมีอีกหลายเรื่อง แต่นี่ คือ ทำในสถานะพรรคร่วมรัฐบาล แต่เรื่องนี้ (ฮั้วสว.) อันนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่ที่ผมทำอยู่แล้ว จะให้ผมไปก้มหัวได้อย่างไร แล้วเราก็ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งซ้ำเติม ก็ขอให้กระบวนการยุติธรรมทำอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้นเอง” 

 

 

เตือน กกต. อย่าปล่อยคนนอกอย่าง อนุฯ 36 มาทำลายองค์กร

พ.ต.อ.ทวี อธิบายว่าตามกฎหมายแล้ว หากพบผู้สมัครได้คะแนนศูนย์ (ไม่เลือกตนเอง) เกินร้อยละ 10 ให้สันนิษฐานว่ามีการฮั้วกัน คือ สมยอมกัน ซึ่งในความเป็นจริงมีกลุ่มอาชีพที่ลงคะแนนเรียงลำดับเหมือนกันเป๊ะถึง 18 ใบ ซึ่งขัดกับหลักสถิติและธรรมชาติ องค์กรอิสระมีหน้าที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น กกต.ไม่ใช่ศาล การวินิจฉัยเรื่องหลังจากรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว อำนาจการวินิจฉัยเป็นของ ‘ศาลฎีกา’ คือ กกต. แค่มี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำให้การเลือกสว. มีการทุจริต ไม่บริสุทธิ์หรือเที่ยงธรรม ต้องส่งศาล นี่คือหลักของกฎหมาย ซึ่งตนคิดว่าวันนี้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์มันชัดอยู่แล้ว 

พร้อมระบุว่ากระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาจะต้องยึดสำนวนของ "คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน" เป็นหลัก ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 (ที่มีเจ้าหน้าที่ DSI ร่วมด้วย) ได้ลงพื้นที่สอบปากคำพยานและเห็นอากัปกิริยาของพยานจริง ต่างจากคณะทำงานชุดที่ 36 ซึ่งตั้งมาจากบุคคลภายนอกและอาศัยเพียงการอ่านเอกสารโดยไม่ได้ไต่สวนพยานด้วยตนเอง ก่อนเรียกร้องให้เคารพการสืบสวนไต่สวนของอนุฯ 26 ที่ทำเอาไว้ เพราะ คนส่วนใหญ่เป็นคนของ กกต. เองที่เขาไม่มีวันทำลายองค์กรของตนเอง 

 

“เราต้องเคารพในการไต่สวนหรือสืบสวนของ กกต. ที่เขาชี้ข้อกล่าวหามาแล้ว รัฐธรรมนูญให้ฟังชุดสืบสวนและไต่สวน และผมมีข้อสังเกตโดยส่วนตัวว่า คนที่จะทำลายองค์กรใด จะไม่ใช่คนในองค์กรนั้น แล้ว อนุฯ ชุดที่ 36 มาจากไหน คนข้างนอกองค์กรทั้งนั้น ตรงนี้อันตรายมาก กกต. เป็นหน่วยงานที่ทรงเกียรติ มีวิชาชีพการไต่สวน ที่ไม่ได้เชื่อแค่ตัวอักษร แต่ดูภาษากาย คำพูดความจริงใจ แววตา เราจะรู้เลยว่าเชื่อได้หรือไม่ และชุดนี้ไต่สวนไปยันคนที่ทรงอิทธิพลที่สุด”



พ.ต.อ.ทวี เน้นย้ำว่าหากสังคมไร้ความยุติธรรม จะเกิดความแตกแยก และหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม แม้จะมีข้อกังขาว่า กกต. ทั้ง 5 ท่านได้รับการรับรองมาจาก สว. ชุดนี้ก็ตาม แม้แต่ผู้มีอำนาจก็อยู่ยาก ระบุว่า ‘หลักนิติธรรม’ เป็นเรื่องที่ต้องนำมาเปิดเผยกับประชาชน ถือเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด เพราะ หลักนิติธรรม คือ ทำตรงไปตรงมา ยึดถือตามกฎหมาย ส่วนการตัดสินของ กกต. เราไม่อยากคาดหวัง และไม่อยากให้ใช้ความรู้สึกหรือความเชื่อ อย่างที่ตนบอกตั้งแต่ต้นว่า ‘บุญคุณ’ กับ ‘ความถูกต้อง’ มันต้องเลือก ตนก็คิดว่า กกต. คงไม่ขนาดนั้น
 

ข่าวล่าสุด