เนชั่นทีวี

ข่าว

ปชป.จี้ ยธ.ดันกฎหมายบังคับโทษจริง 85% สกัดราชายาเสพติด

21 ส.ค. 2569 | titayu_pur

ปชป.จี้ ยธ.ดันกฎหมายบังคับโทษจริง 85% สกัดราชายาเสพติด

ประชาธิปัตย์จี้ ยธ. อุดช่องโหว่ลดโทษ คดี "เล่าต๋า แสนลี่" ติดคุกจริงแค่ 8 ปี เสนอดันกฎหมายบังคับโทษตามจริง 85% สกัดปล่อยราชายาเสพติดคืนสู่สังคม

ประชาธิปัตย์จี้ ยธ. อุดช่องโหว่ลดโทษ คดี "เล่าต๋า แสนลี่" ติดคุกจริงแค่ 8 ปี เสนอดันกฎหมายบังคับโทษตามจริง 85% สกัดปล่อยราชายาเสพติดคืนสู่สังคม

KEY

POINTS

  • ปชป. แฉช่องโหว่ลดโทษเคส 'เล่าต๋า แสนลี่': อดีตราชายาเสพติดรายใหญ่ ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับการลดโทษและอภัยโทษรวม 6 ครั้ง ทำให้ติดคุกจริงเพียง 8-9 ปีเท่านั้น
     
  • ชี้ 2 ปัจจัยหลักทำนักโทษได้รับการปล่อยตัวเร็ว: เกิดจากระบบเลื่อนชั้นนักโทษสะสมวันโบนัสลดโทษ และฝ่ายการเมืองมีอำนาจโดยตรงในการจัดทำบัญชีรายชื่อเสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ
     
  • ดันกฎหมาย "บังคับโทษตามจริง 85%": เสนอใช้เกณฑ์ Truth in Sentencing (TIS) บังคับผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายใหญ่ต้องรับโทษจริงอย่างน้อย 85% ของคำพิพากษา ป้องกันการกลับมาก่ออาชญากรรมซ้ำ

21 สิงหาคม 2569 พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายพงศกร ขวัญเมือง แถลงเปิดช่องโหว่กระบวนการยุติธรรม ยื่นข้อเสนอถึงกระทรวงยุติธรรม เพื่อแก้ปัญหาเคสราชายาเสพติด เล่าต๋า แสนลี่ ที่ได้รับการลดโทษและอภัยโทษ จำคุกจริงเพียง 8-9 ปีจากโทษตลอดชีวิต พร้อมผลักดันกฎหมายบังคับโทษตามจริง 85% ตามหลักสากล ป้องกันขบวนการค้ายาใช้ช่องโหว่การเมืองกลับมาก่ออาชญากรรมซ้ำ


ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเปิดเผยถึงกรณีการพ้นโทษของนายเล่าต๋า แสนลี่ อดีตผู้ต้องขังคดีค้ายาเสพติดรายใหญ่ โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการเสนอและพูดถึงร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ ซึ่งเน้นการควบคุมและป้องกันกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกับคดีของนายสมคิด พุ่มพวง  หรือคดีฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งตัวร่างกฎหมายดังกล่าวยังคงมีช่องว่างสำคัญ เนื่องจากไม่ได้ครอบคลุมถึงผู้ที่กระทำความผิดในครั้งแรก


โดยจากกรณีของ “เล่าต๋า” ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกในทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริงกลับมีพฤติการณ์เป็นถึงราชายาเสพติดรายใหญ่ที่มีอิทธิพลและเครือข่ายกว้างขวาง แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังจนนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม และศาลได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่สุดท้ายกลับรับโทษจริงในเรือนจำเพียงประมาณ 8 ถึง 9 ปีเท่านั้น เนื่องจากได้รับการลดวันต้องโทษและได้รับการพระราชทานอภัยโทษรวมถึง 6 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 7 ปี จากโทษจำคุกตลอดชีวิตซึ่งหากเทียบเคียงตามหลักเกณฑ์คือ 50 ปี แต่กลับจำคุกจริงเพียงประมาณ 8-9 ปี ทำให้เกิดคำถามสำคัญในสังคมว่า ผู้ที่มีอำนาจพิพากษาลงโทษที่แท้จริงคือ ศาล กระทรวงยุติธรรม หรือนักการเมืองและรัฐมนตรีกันแน่

ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

 

นายพงศกร กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่ทำให้นักโทษได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างรวดเร็วประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

 

1. กระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษในเรือนจำ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ชั้น ได้แก่ ชั้นเยี่ยม, ชั้นดีมาก, ชั้นดี, ชั้นกลาง, ชั้นต้องปรับปรุง และชั้นต้องปรับปรุงมาก โดยนักโทษชั้นเยี่ยมจะได้รับการสะสมวันโบนัสลดโทษ 5 วันต่อเดือน (ถือว่าอยู่ในคุกเพิ่ม 5 วันต่อ 1 เดือน), นักโทษชั้นดีมากได้ 4 วันต่อเดือน และนักโทษชั้นดีได้ 3 วันต่อเดือน เพื่อเป็นแรงจูงใจในการปรับปรุงตัฒพัฒนาตัวเองในเรือนจำ

 

2. กระบวนการอภัยโทษ ซึ่งแม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเรื่องของกรมราชทัณฑ์ที่ปฏิบัติตามระเบียบ แต่ในทางปฏิบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและฝ่ายการเมืองมีอำนาจโดยตรงในการแก้ไขรายชื่อ กำหนดหลักเกณฑ์ และจัดทำบัญชีแนบท้าย ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกเป็นพระราชกฤษฎีกาต่อไป

 

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาต่างเคยประสบปัญหาดังกล่าวและได้แก้ไขมานานกว่า 20 ถึง 30 ปีแล้ว โดยการตรากฎหมายที่เรียกว่า Truth in Sentencing (TIS) เพื่อกำหนดเพดานหรือเกณฑ์ขั้นต่ำที่ผู้ต้องขังจะต้องรับโทษจริงอย่างน้อย 85% ของโทษตามคำพิพากษา เนื่องจากในคดียาเสพติดรายใหญ่ ผู้กระทำผิดไม่ได้ใช้พละกำลังเหมือนคดีทำร้ายร่างกายหรือคดีปล้นทรัพย์ แต่ใช้อิทธิพล เครือข่าย และอำนาจมืด ดังนั้นความชราภาพจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือลดศักยภาพในการก่ออาชญากรรมซ้ำแต่อย่างใด

พรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่าไม่อยากให้สังคมเกิดค่านิยมที่ผิดว่า สามารถส่งเสริมให้ผู้สูงอายุไปค้ายาเสพติดได้เพราะติดคุกเพียงแป๊บเดียวก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาใช้เงินที่ซุกซ่อนไว้ได้อย่างสบาย จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. บังคับโทษตามจริงตามคำพิพากษา เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดา หรือการแก้ไขกฎกระทรวงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมราชทัณฑ์ เพื่อยุติปัญหา "ตำรวจเสี่ยงตายจับ ศาลลงดาบพิพากษา แต่สุดท้ายนักการเมืองไขประตูปล่อย" และคืนความยุติธรรมที่แท้จริงให้แก่ประเทศไทย โดยไม่ใช่นักการเมืองปล่อยทุกคนที่เป็นพวกของตนเอง

 

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการพบช่องโหว่ในกระบวนการลดโทษของกรมราชทัณฑ์ และการยอมรับถึงปัญหาดังกล่าว ได้มีการเสนอแนวทางแก้ไขและข้อสังเกตในหลายประการ ประการแรก มีข้อเสนอแนะว่าไม่ควรมีการออกพระราชกฤษฎีกาลดโทษให้แก่กลุ่มผู้ค้าหรือผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ เนื่องจากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ปรากฏข่าวว่าผู้เสพยาหรือผู้ค้ารายย่อยกลับต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลานานกว่าผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่หลายราย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกรณีของเล่าตั๋วเท่านั้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้งดการอภัยโทษแก่บุคคลกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด


ประการต่อมา คือต้องมีการทบทวนกระบวนการเลื่อนชั้นนักโทษอย่างจริงจังว่าใช้เกณฑ์ใดในการพิจารณา เนื่องจากผู้มีอิทธิพลหรือผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่มักเป็นผู้มีฐานะทางเงินทุนสูง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าเหตุใดนักโทษกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จึงได้รับการพิจารณาให้อยู่ในกลุ่มนักโทษชั้นเยี่ยม และใช้เกณฑ์ใดตัดสิน อีกทั้งเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมที่ร่วมพิจารณามีความรู้ความเข้าใจในรายละเอียดมากน้อยเพียงใด โดยปกติการพิจารณาจะอิงรายงานจากเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำที่ให้คะแนนเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์ แต่ในความเป็นจริงไม่มีบุคคลภายนอกรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำ จึงต้องเร่งตรวจสอบว่ากระบวนการพิจารณาดังกล่าวมีความเที่ยงธรรมและถูกต้องเพียงใด


สำหรับกรณีของเล่าต๋านั้น หากสมมติว่าเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมและมีการสะสมวันลดวันต้องโทษรวมทั้งหมดประมาณ 10 ปี โดยได้รับการจัดชั้นเป็นนักโทษชั้นเยี่ยมตั้งแต่วันแรก จะสามารถสะสมวันลดโทษได้เฉลี่ยประมาณ 400 กว่าวัน ซึ่งช่วยให้พ้นโทษเร็วขึ้นเพียงปีเศษเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเล่าตั๋วถูกจำคุกมาแล้ว 9 ปี จากโทษจำคุกตลอดชีวิตซึ่งเทียบเท่ากับ 50 ปี ตามหลักการจึงต้องรับโทษจำคุกอย่างน้อย 49 ปี ทว่าปัญหาสำคัญกลับเกิดจากการเสนอขออภัยโทษโดยนักการเมือง แม้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะระบุว่า เกณฑ์การปรับลดโทษที่นำมาใช้กับเล่าต๋าเป็นเกณฑ์ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2563 และต้องรับการปรับปรุง แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า เล่าต๋าได้ยื่นขออภัยโทษมาตั้งแต่ปี 2562 จึงมีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการมีบัญชีแนบท้ายที่เปิดช่องให้ผู้เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดได้รับการอภัยโทษ


นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่ไม่ควรมุ่งหวังพึ่งพาเฉพาะความคิดหรือดุลยพินิจของนักการเมือง เนื่องจากหากมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารกระทรวงหรือมีการปรับแก้ พ.ร.บ. ก็จะต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด จึงมีการเสนอให้ใช้กระบวนการทางกฎหมายตราเป็นเกณฑ์ที่ชัดเจน เช่นเดียวกับกฎหมายในสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดให้คดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญหรือคดียาเสพติดรายใหญ่ ต้องรับโทษจำคุกจริงไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของโทษทั้งหมด และให้สิทธิ์ลดโทษได้ไม่เกินร้อยละ 15 เท่านั้น ไม่ว่าจะได้รับการขออภัยโทษหรือทำประโยชน์ในเรือนจำก็ตาม ซึ่งหากต้องโทษจำคุก 50 ปี ก็จะต้องรับโทษจริงประมาณ 42-45 ปี โดยเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยลดการใช้อิทธิพลในการกระทำผิด และตัดวงจรการส่งเสริมให้เกิดผู้ค้ายาเสพติดรายใหม่ในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ข่าวล่าสุด