กมธ.งบฯ 70 หั่น 1.1 หมื่นล้าน โยกงบกลาง-วิจัย ชงสภาฯ 7-9 ก.ย.
21 ส.ค. 2569 | titayu_pur

กมธ.งบประมาณ 70 สรุปปรับลดงบฯ 11,162 ล้านบาท โยกอัดฉีดงบกลางและกองทุนวิจัย พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ พร้อมเสนอสภาฯ พิจารณาวาระ 2-3 วันที่ 7-9 ก.ย.นี้
ข่าว
21 ส.ค. 2569 | titayu_pur

กมธ.งบประมาณ 70 สรุปปรับลดงบฯ 11,162 ล้านบาท โยกอัดฉีดงบกลางและกองทุนวิจัย พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ พร้อมเสนอสภาฯ พิจารณาวาระ 2-3 วันที่ 7-9 ก.ย.นี้
KEY
POINTS
21 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล โฆษก กมธ.งบประมาณ แถลงสรุปผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 โดยมีการ ปรับลดงบประมาณ รวมกว่า 11,162 ล้านบาท เตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในช่วงวันที่ 7-9 กันยายนนี้ เพื่อให้ทันกรอบการใช้จ่ายงบประมาณใหม่ในเดือนตุลาคม การปรับลดมุ่งเน้นจัดสรรใหม่ไปยัง งบกลาง และกองทุนวิจัยฯ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง และพร้อมเข้าสู่การ ประชุมสภา
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่างงบประมาณฯ 2570 ของคณะกรรมาธิการฯ ว่า ขณะนี้กรรมาธิการฯ พิจารณาครบถ้วนทุกหน่วยงานแล้ว ก่อนที่สัปดาห์หน้ากรรมาธิการฯ จะพิจารณาสรุปลงมติรายมาตรา ระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคมนี้ และพร้อมเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ในวาระ 2 และ 3 ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาระหว่างวันที่ 7 ถึง 9 กันยายนนี้ และคาดว่าจะสามารถส่งต่อให้วุฒิสภา พิจารณา และประกาศใช้ ทันต่อกรอบเวลาการใช้งบประมาณใหม่ ในเดือนตุลาคมนี้
นายกรวีร์ยังเปิดเผยว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการฯ ทั้ง 7 คณะ ที่ได้พิจารณาปรับลดงบประมาณ ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชุดใหญ่ครบถ้วนแล้ว โดยกรรมาธิการฯ มีการพิจารณาปรับลดงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสิ้น กว่า 11,162 ล้านบาท ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ 7 คณะ ได้พิจารณาปรับลด ดังนี้ คณะอนุกรรมาธิการฝึกอบรมฯ ประมาณ 3,200 ล้านบาท, คณะอนุกรรมาธิการไอซีที (ICT) ประมาณ 3,333 ล้านบาท, คณะอนุกรรมาธิการที่ดินฯ ประมาณ 1,484 ล้านบาท, คณะอนุกรรมาธิการท้องถิ่นฯ 1,470 ล้านบาท, คณะอนุกรรมาธิการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดฯ ประมาณ 242 ล้านบาท, คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาฯ 585 ล้านบาท และคณะอนุกรรมาธิการแผนงานบูรณาการฯ ประมาณ 843 ล้านบาท
นายกรวีร์ยังชี้แจงว่า งบประมาณที่ได้มีการปรับลดโดยอนุกรรมาธิการฯ รวมกว่า 11,162 ล้านบาท จะนำไปเพิ่มให้กับ 9 หน่วยงาน แบ่งเป็น งบกลางสำรองใช้กรณีฉุกเฉิน จำนวน 6,044 ล้านบาท, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 148 ล้านบาท, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้านอาชีวะ จำนวน 96 ล้านบาท, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับการศึกษาในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวนราว 4.2 ล้านบาท, กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง จำนวน 500 ล้านบาท, กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 4,000 ล้านบาท, สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 24 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และสำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 247 ล้านบาท เป็นค่าจ้างเหมาบริการ
นายกรวีร์ยืนยันว่า การพิจารณาของกรรมาธิการฯ ได้พิจารณายึดประโยชน์ของประชาชน และการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรงตามเป้าหมายและความจำเป็นเป็นสำคัญ ไม่ได้มีธงจากรัฐบาลว่าจะต้องปรับลดอย่างไร แต่จะต้องตรงเป้าหมาย ตามความจำเป็น ไม่ซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น ซึ่งหากหน่วยงานใดไม่สามารถชี้แจงงบประมาณได้ ก็จะต้องถูกปรับลดตามความจำเป็น แต่จะไม่ให้กระทบต่อการบริการประชาชนในหน่วยงานราชการ
ส่วนการปรับลดงบประมาณกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3,000 ล้านบาท นั้น นายกรวีร์เปิดเผยว่า เป็นเงินสำหรับค่าหนี้ในคดีคลองด่าน จำนวน 10,000 ล้านบาท ซึ่งถูกแบ่งเป็น 3 งวด งวดละ 4,000 ล้านบาท และ 3,000 ล้านบาท อีก 2 งวดตามลำดับ ซึ่งการจ่ายในครั้งนี้เป็นงวดที่ 2 ที่กรรมาธิการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ยังมีการฟ้องร้องคดี และคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด หากกรรมาธิการฯ จัดสรรงบประมาณให้แล้ว แต่ท้ายที่สุดยังไม่ถึงความจำเป็นต้องใช้หนี้ ก็จะเสียโอกาส ดังนั้น กรรมาธิการฯ จึงได้ตัดเพื่อนำไปไว้ในงบกลางก่อน แต่ก็มีข้อสังเกตถึงนายกรัฐมนตรี ให้เตรียมเงินก้อนนี้เผื่อไว้ ในกรณีที่กรมควบคุมมลพิษจะต้องนำไปจ่าย เมื่อคดีมีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
ส่วนเงินสำหรับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ที่มีผู้ปกครอง และนักเรียน นักศึกษาเป็นกังวลนั้น นายกรวีร์เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ กยศ. จำนวน 9,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีงบประมาณ 2568 และ 2569 ถึง 3,000-4,000 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำให้ประชาชนสบายใจว่า รัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้ง และให้ความสำคัญกับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ก็อยากให้ผู้จัดการกองทุน กยศ. บริหารกองทุนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะยังมียอดหนี้ค้างชำระรวมกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถเก็บจากผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ก็จะทำให้กองทุนฯ มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน