มาดามเดียร์เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า นี่ไม่ต่างอะไรกับการ "ตีเช็คเปล่า" มูลค่า 12,000 ล้านบาท ยื่นให้ฝ่ายบริหารไปเลย เพราะในอนาคตเงินก้อนนี้อาจถูกโยกไปใช้ในกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับพลังงานเลยก็ได้ ต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 200,000 ล้านบาท ที่จะมีคณะกรรมการซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน คอยกลั่นกรองทุกโครงการที่ขอใช้เงิน และต้องรายงานความคืบหน้าต่อสภาเป็นระยะ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมาดามเดียร์สอบถามไปยังสำนักงบประมาณ ก็ได้รับคำชี้แจงว่า วิธีใช้งบกลางก้อนนี้จะเป็นลักษณะ "แมทชิ่งฟันด์" คือให้หน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณของตัวเองสมทบเพิ่มอีก 50% ซึ่งฟังดูแล้ว วัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายก็ไม่ได้ต่างจาก พ.ร.ก.กู้เงินเลยแม้แต่น้อย
ถ้าอย่างนั้นแล้ว จะดีกว่าไหมถ้ารวมเงินก้อนนี้ไปไว้ในระบบที่มีการตรวจสอบอยู่แล้ว แทนที่จะแยกไว้อีกกอง?
🏛️ [ทางออกที่มาดามเดียร์เสนอ: โปร่งใสกว่า ตรวจสอบได้มากกว่า]
มาดามเดียร์ระบุชัดว่า หากงบประมาณก้อนนี้ถูกผนวกเข้าไปอยู่ใน พ.ร.ก.กู้เงินแทน ก็จะอุ่นใจได้มากกว่า เพราะมีกลไกคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใสรองรับอยู่แล้ว แต่ถ้าปล่อยให้อยู่ในงบกลางต่อไป ก็เท่ากับปิดประตูการตรวจสอบจากสภาในระยะยาว จึงเสนอให้นำงบ 12,000 ล้านบาทนี้ไปใช้กับภารกิจอื่นที่จำเป็นเร่งด่วนกว่าแทน
⚖️ [ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว งบไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง]
มาดามเดียร์ยังทิ้งท้ายถึงภาพใหญ่ของปัญหางบประมาณไทย โดยชี้ว่ายังมีอีกหลายหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกัน ซึ่งน่าจะควบรวมกันเพื่อลดภาระงบประมาณได้ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ งบประมาณกว่า 70% ของประเทศถูกใช้ไปกับ "บุคลากร" และรายจ่ายประจำ ทำให้งบลงทุนที่ควรใช้พัฒนาประเทศเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ และในปีนี้งบลงทุนก็ถูกปรับลดลงไปอีก