“ทวี” ป้อง “เป๋า ไอลอว์” เตือนรัฐหยุดฟ้องปิดปาก ควรส่งเสริม ไม่ใช่จำกัดสิทธิ
26 ก.ค. 2569 | prisana_tha

“ทวี สอดส่อง” ออกโรงป้อง “เป๋า ไอลอว์” เตือนรัฐหยุดฟ้องปิดปาก คดีฮั้ว สว. รัฐควรต้องส่งเสริม ไม่ใช่มาจำกัดสิทธิ
ข่าว
26 ก.ค. 2569 | prisana_tha

“ทวี สอดส่อง” ออกโรงป้อง “เป๋า ไอลอว์” เตือนรัฐหยุดฟ้องปิดปาก คดีฮั้ว สว. รัฐควรต้องส่งเสริม ไม่ใช่มาจำกัดสิทธิ
KEY
POINTS
26 กรกฎาคม 2569 “ฮั้ว สว.” ร้อนต่อเนื่อง “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ออกโรงปกป้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า ไอลอว์ ผู้เปิดโปงข้อมูล คัดค้านการใช้ “นิติสงคราม” ฟ้องผู้แจ้งเบาะแส ชี้การตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. เป็นประโยชน์สาธารณะ พร้อมเตือนการฟ้องร้องประชาชนอาจเข้าข่ายคดีปิดปาก (SLAPP) และกระทบเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
จากกรณีฮั้ว สว. ที่ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ขอใช้คำว่า “โกง สว.” แทน และมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติม เป็นภาค 2 นั้น
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การกระทำของนายยิ่งชีพ และพยานที่ออกมาเปิดโปง เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ถือเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองที่สำคัญของประชาชน รัฐบาลควรต้องส่งเสริม ไม่ใช่จำกัดสิทธิ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
เรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะกรณีของนายยิ่งชีพเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนในทุกกรณีด้วย หากคนในรัฐบาลเห็นว่าข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง สิ่งที่ควรทำคือการออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่าประชาชนเข้าใจผิดไปอย่างไร และแสดงให้เห็นว่าตนเองพร้อมรับการตรวจสอบผ่านกระบวนการยุติธรรม แทนที่จะไปแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน ซึ่งรังแต่จะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น
พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า การดำเนินคดีกับประชาชน สุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองว่ารัฐบาลกำลังใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อประโยชน์สาธารณะ หรือ “การฟ้องคดีปิดปาก” ที่เรียกว่า SLAPP เป็นการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่มีลักษณะกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระให้แก่ผู้ถูกฟ้อง เช่น การไปฟ้องร้องในพื้นที่ห่างไกลจากที่อยู่ของผู้ถูกฟ้อง เป็นต้น อันเป็นการนำกระบวนการยุติธรรมมาบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
พ.ต.อ.ทวี กล่าวเสริมว่า “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2569 ในคดีที่ สว. รวม 92 คน ยื่นร้องผมและท่านภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่ง “ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าไม่มีความผิด” แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานสำคัญไว้ว่า “รัฐธรรมนูญได้กำหนดจริยธรรมรัฐมนตรีไว้เข้มงวด เพราะเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐที่มีผลกระทบกว้างขวาง จึงต้องถูกตรวจสอบ ทั้งเรื่องส่วนตัวและการปฏิบัติหน้าที่ทุกแง่มุม มิให้ผู้ปราศจากคุณธรรมเข้ามาใช้อำนาจตามอำเภอใจ พร้อมกำหนดให้รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คือ ประพฤติตรง จริงใจ ไม่คดโกง ต้องไม่มีพฤติกรรมบกพร่อง บิดเบือนเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง และไม่ประพฤติตนขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวัง การตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจรัฐจึงเป็นเรื่องประโยชน์ของสังคมโดยรวม”
ที่สำคัญ รัฐต้องจัดกลไกคุ้มครองประชาชนที่ชี้เบาะแสทุจริต การเปิดเผยข้อมูลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรตรวจสอบอย่าง กกต. และ DSI ต้องใช้เป็นเบาะแสสำคัญ ไม่ใช่เร่งตั้งแง่ดำเนินคดีกับผู้แจ้ง และรัฐต้องมีมาตรการคุ้มครองพยานไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกดำเนินคดีปิดปาก”