เปิดใจ “ปกรณ์” แก้ปัญหาสงฆ์เหมือนคนตาบอด ไร้ข้อมูลดิจิทัล
14 ก.ย. 2569 | apirak_pra

"ปกรณ์" รับแก้ปัญหาสงฆ์แบบคนตาบอดมีแต่ข้อมูลทำมือ เร่งยกระบบเข้าดิจิทัลโปร่งใส ตรวจสอบได้ทั้ง วัด-พระ เล็งดึงเงินวัตถุมงคลเข้าวัด ห้ามเช่าผ่านพระ-สมาคม
ข่าว
14 ก.ย. 2569 | apirak_pra

"ปกรณ์" รับแก้ปัญหาสงฆ์แบบคนตาบอดมีแต่ข้อมูลทำมือ เร่งยกระบบเข้าดิจิทัลโปร่งใส ตรวจสอบได้ทั้ง วัด-พระ เล็งดึงเงินวัตถุมงคลเข้าวัด ห้ามเช่าผ่านพระ-สมาคม
KEY
POINTS
14 กันยายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ตอบกระทู้ถามสดของสมาชิกวุฒิสภา ถึงวิกฤตศรัทธาในพระพุทธศาสนาหรือปัญหาพระพุทธศาสนา ที่นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้ถาม โดยระบุว่า ในฐานะชาวพุทธ และเป็นเด็กวัดเก่าก็รู้สึกสะเทือนใจ แต่เหตุเหล่านี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว และล้วนมาจากความประพฤติมิชอบ ของพวกนอกรีต-นอกรอย
นายปกรณ์ ระบุว่า ปัจจุบันรัฐบาล ได้ดำเนินการแก้ปัญหาเบื้องต้น ในการจัดทำฐานข้อมูลพระ ซึ่งปัจจุบันทำด้วยมือ ยังไม่เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตนได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ดำเนินการเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ปัจจุบันมีพระกว่า 200,000 รูป และลงทะเบียนอิเล็กทรอกนิกส์แล้ว ราว 180,000 รูป สามารถตรวจสอบประวัติได้ และคาดว่าจะครบถ้วนทั้งหมดภายในปีนี้ และหลังจากนี้จะมีการทำทะเบียนวัด ปัจจุบันมีกว่า 44,000 วัด จะมีระบบการจัดสรรทรัพย์สินของวัดและศาสนสมบัติกลาง ระบบกฎหมาย และมติของมหาเถรสมาคม หรือ มส.เพื่อทำเป็นออนไลน์ทั้งหมด
ส่วนบัญชีของวัดนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า รัฐบาลจะทำเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเช่นกัน และเชื่อมโยงเข้ากับส่วนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลได้ ทุกวันนี้ยังเป็นระบบจดมือ มีการตรวจทุกสิ้นเดือน และกำลังเร่งรัดเรื่องระบบการบริจาคแบบ e-donation ดำเนินการไปแล้ว 95% หากเงินบริจาคของวัด เข้าสู่ระบบจะลดปัญหาเรื่องการติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้ได้
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่า ปัญหาพุทธพาณิชย์ก็เกี่ยวข้องกับการบริจาค แต่แยกออกจากเงินบริจาค มีการใช้ช่องทางพุทธพาณิชย์ แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวแบบนี้อยู่ ดังนั้น กำลังหาทางแก้ไขหากมีการทำวัตถุมงคลแล้ว การบริจาคจะต้องเข้าวัด มีบัญชี e-Donation ไม่ให้มีการรับเงินส่วนตัว หรือตั้งผ่านมูลนิธิ-สมาคม เพื่อเป็นการป้องกัน
ส่วนบทบาทของมหาเถรสมาคม ที่มีมติเรื่องการเปิดบัญชีวัดชัดเจนว่าต้องเป็นเจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกรแล้วนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า แต่เนื่องจากการเปิดบัญชีวัด ยังไม่เชื่อมโยงกับระบบออนไลน์ ทำให้ตรวจสอบบัญชีวัดลำบาก จึงต้องทำให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เพื่อให้โปร่งใสและตรวจสอบได้
นายปกรณ์ ยังยอมรับว่า การแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลไม่มีข้อมูลอะไรเลย เหมือนคนตาบอดพยายามทำข้อมูลทั้งหมด จึงอยากขอความอนุเคราะห์ให้กำลังใจ สำนักงานพระพุทธศาสนา โดยจะพยายามทำให้ดีที่สุด เพราะทุกคนเป็นพุทธศาสนิกชน และรับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
นายปกรณ์ ยังขอให้ประชาชน แยกเรื่องพฤติกรรมของพระบางรูป กับพระพุทธศาสนา และอยากให้มีการรณรงค์ ให้ช่วยเหลือพระพุทธศาสนาและช่วยเหลือมหาเถรสมาคม ในการดำรงไว้ซึ่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา เรื่องต่างๆ ที่เป็นประเด็นที่ไม่ดี ที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ หรือเป็นคลิป สิ่งเหล่านี้เหมือนเป็นดรามา ซึ่งคนไทยชอบและมักจะแชร์ แต่ว่าลึกๆแล้วในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน ถามว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ถูกใจก็จริง แต่ควรแชร์ต่อหรือควรขยายหรือควรใช้วาจาที่สร้างประเด็นปัญหาให้กับพระพุทธศาสนาที่เรานับถือจริงหรือไม่ จึงขอความอนุเคราะห์ช่วยรัฐบาลอีกแรงหนึ่งด้วย เรื่องไหนที่ไม่ดี ไม่ต้องกระพือมากก็ได้
สำหรับการประชุมวุฒิสภา ในวันนี้ (14 ก.ย.) ยังคงมีขึ้นตามปกติ โดยมีวาระสำคัญในการตั้งกระทู้ตามรัฐมนตรี ของสมาชิกวุฒิสภาต่อปัญหาวิกฤตศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นทุกปี จากนั้นที่ประชุมฯ ได้พิจารณาร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วตามขั้นตอน