1. หากท่านเป็นคน กทม. ท่านจะศึกษานโยบายต่าง ๆ ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ท่านสนใจหรือมีแนวโน้มจะเลือกมากน้อยเพียงใด ? (สำรวจโดย LINE Today )
46.6% ระบุ “จะศึกษาอย่างละเอียด ทั้งนโยบายหลักและความเป็นไปได้”
30.1% ระบุ “ศึกษาเพียงบางส่วน หรือเห็นผ่านสื่อ/โซเชียลมีเดีย”
12.2% “ศึกษาพอสมควร/ให้รู้ว่านโยบายสำคัญคืออะไร”
6.6% “อาจไม่ได้ศึกษานโยบายอย่างจริงจัง”
4.5% ไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น
ทั้งนี้ คนเกือบครึ่งให้ความสนใจกับนโยบายของผู้สมัคร สะท้อนว่า นโยบายเริ่มมีบทบาทต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้สมัครมากขึ้น แต่ความสนใจดังกล่าว บางส่วนยังมีลักษณะ “รับรู้และติดตามบางส่วน”
จึงเป็นโจทย์ที่ผู้สมัครและพรรค/กลุ่มการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารนโยบายให้มากขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและเหตุผลมากขึ้น มิใช่เพียงกระแสความนิยม หรือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร
2. “ชัชชาติ” นำข้ามฐานพรรค “ดร.โจ” เด่นในฐานประชาชน “อนุชา” นำในฐานประชาธิปัตย์
เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือก สส. เขต เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 พบว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุดในหลายฐาน ได้แก่
– พรรคประชาชน 45.4%
– เพื่อไทย 42.1%
– ภูมิใจไทย 54.4%
– พรรคอื่น ๆ 52.3%
– กลุ่มจำไม่ได้/ไม่ได้ไปใช้สิทธิ/ไม่ประสงค์ตอบ 30.8%
ขณะที่ในฐานพรรคประชาชน “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ได้ 30.6% เป็นอันดับรองลงมา ส่วนฐานพรรคประชาธิปัตย์มีแนวโน้มเลือก “อนุชา บูรพชัยศรี” สูงสุด 31.1% ตามด้วยผู้สมัครคนอื่น ๆ 25.8% และ “ชัชชาติ” 22.7%
ทั้งนี้ สนามผู้ว่าฯ กทม. ยังเป็นสนามที่ “ตัวบุคคล” มีน้ำหนักสูงกว่าสังกัดพรรคอย่างชัดเจน โดย “ชัชชาติ” ยังสามารถดึงคะแนนข้ามฐานพรรคได้หลายกลุ่ม แต่ฐานพรรคประชาชนและฐานประชาธิปัตย์ยังคงมีทิศทางเฉพาะของตนเอง ทำให้การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงการวัดความนิยมรวม แต่เป็นการแย่งชิงฐานคะแนนที่มีพฤติกรรมต่างกันในแต่ละกลุ่มการเมืองด้วย
3. เลือก ส.ก. คนดู “นโยบาย” มากกว่า “พรรค”
– 34.9% ระบุ เลือก ส.ก. ยึดจาก “นโยบายที่เสนอ” มากที่สุด
– 21.9% ยึดจากพรรค/กลุ่มที่สังกัด
– 17.9% ยึดจากผลงานที่ผ่านมา
– 11.6% ยึดจากตัวบุคคล/ภาพลักษณ์
– 13.7% ไม่ประสงค์ตอบ
สะท้อนว่า ส.ก. ไม่ได้ถูกมองเพียงฐานะตัวแทนทางการเมืองของพรรค แต่ถูกคาดหวังให้เป็นตัวแทนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่ และมีข้อเสนอที่จับต้องได้ต่อปัญหาเมืองและปัญหาเฉพาะเขต แต่ “พรรคและฐานการเมือง” ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจไม่น้อย ผู้สมัครจึงต้องแข่งขันทั้งด้วยนโยบาย ผลงาน และความน่าเชื่อถือในพื้นที่ ไม่ใช่อาศัยกระแสพรรคหรือกระแสผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว
4. สนาม ส.ก. “ปชน.” นำ แต่“ผู้สมัครอิสระและกลุ่มยังไม่ตัดสินใจ” ยังเป็นตัวแปรใหญ่ คนกว่าครึ่งยังเปิดใจ
– หากเลือกตั้ง ส.ก. วันนี้ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนมีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุด 27.7%
– รองลงมาคือผู้สมัครอิสระคนอื่น ๆ 18.5%
– ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ 17.7%
– ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 11.5%
– ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย 10.6%
– ส่วนกลุ่มอื่น ๆ มีคะแนนในระดับรองลงมา
นอกจากนี้ เมื่อถามว่า หากมีพรรค/กลุ่ม/บุคคลอื่น เสนอนโยบายตรงใจกว่าเดิม จะเปลี่ยนใจหรือไม่? ประชาชนตอบว่า
– 38.3% ระบุ ยังไม่แน่ใจแต่เปิดใจพิจารณา
– 32.8% ยังเลือกหมายเลขเดิม/ไม่เปลี่ยนแน่นอน
– 15.4% มีโอกาสเปลี่ยนใจสูง
– 13.5% ไม่ประสงค์ตอบ
สนาม ส.ก. ยังเป็นสนามที่ “เปิดกว้าง” แม้ผู้สมัครจากพรรคประชาชนจะนำ แต่คะแนนของผู้สมัครอิสระและกลุ่มยังไม่ตัดสินใจยังสูง สะท้อนว่า ความใกล้ชิดกับพื้นที่ นโยบายที่จับต้องได้ และความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร ยังมีผลมาก ผู้สมัครจึงต้องแสดงให้เห็นว่าจะเป็นตัวแทนพื้นที่ ผลักดันปัญหา ในเขต และตรวจสอบการบริหาร กทม. ได้อย่างไร ไม่ใช่พึ่งเพียงกระแสพรรคหรือการเมืองระดับใหญ่
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 25
การเลือกตั้ง กทม.ก่อนโค้งสุดท้ายเป็นสนามที่ยังมีความเคลื่อนไหวสูง โดยเฉพาะสนาม ส.ก. ที่คนยังเปิดใจและเปลี่ยนใจได้หากมีข้อเสนอที่ตอบโจทย์กว่า
ผลสำรวจครั้งนี้จึงสะท้อนว่า โค้งต่อไปซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง กทม. จะวัดกันที่ความสามารถในการแปลงฐานนิยมให้เป็นคะแนนจริง และการสื่อสารนโยบายให้เห็นว่าแก้ปัญหาเมืองและพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม มิใช่ขึ้นกับ “กระแสพรรคหรือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร” เพียงอย่างเดียว