ชัชชาติหนุนตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท จี้เคลียร์ปมสัมปทาน
17 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หนุนรัฐบาลเร่งทำตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท ชี้ช่วยลดค่าครองชีพ แต่เตือนต้องดูสัญญาสัมปทานให้ดี ใครจะรับผิดชอบส่วนต่างราคา
ข่าว
17 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หนุนรัฐบาลเร่งทำตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท ชี้ช่วยลดค่าครองชีพ แต่เตือนต้องดูสัญญาสัมปทานให้ดี ใครจะรับผิดชอบส่วนต่างราคา
KEY
POINTS
17 มิถุนายน 2569 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนแนวคิดรัฐบาล ในการเร่งผลักดัน ตั๋วร่วมรถไฟฟ้า อัตรา 17-45 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนลดค่าครองชีพ ในการเดินทางในกรุงเทพฯ โดยย้ำว่าเป็นนโยบายที่ดีที่ค้างคามานาน แต่ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า รัฐบาลต้องเร่งเคลียร์เงื่อนไข สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า ทุกสายให้ชัดเจน ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยส่วนต่างราย ได้หากมีการลดค่าโดยสารลงจริง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม กำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมายตั๋วร่วมรถไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมายโครงสร้างอัตราค่าโดยสารเพดานร่วม เริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท (เสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว) คาดว่าจะเริ่มใช้งานจริงได้ภายในปี พ.ศ. 2570 ว่า หากสามารถดำเนินการได้จริงโดยรวมรถไฟฟ้าทุกสายเข้าด้วยกันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
แต่ต้องมาหารือรายละเอียดกัน เพราะตามหลักแล้วค่าโดยสารไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่ปัจจุบันเจ้าของรถไฟฟ้ามีหลายบริษัท เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นของกรุงเทพมหานคร รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นของเอกชน ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าแรกเข้าใหม่ ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ก็มีโครงสร้างราคาที่แตกต่างกันออกไป
หากสามารถกำหนดเป็นราคาเดียวกันได้ สำหรับการใช้ตั๋วร่วมใบเดียวกันก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ตนพร้อมสนับสนุน แต่ต้องดูว่ามีเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน ที่ยังค้างคาอยู่หรือไม่ เช่น ในเงื่อนไขสัญญาระบุไว้ว่า หากจะเก็บราคาค่าโดยสารที่ต่ำกว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่าย และจะต้องดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก็มีปัญหานี้เช่นกัน จะต้องดูว่าผู้ที่เข้ามาลงทุนนั้น จะสามารถเก็บรายได้ได้เท่าไร แต่อย่างน้อยก็ขอให้เริ่ม เพราะทางกรุงเทพมหานครเอง ก็มีกรอบในการทำหน้าที่ของ กทม. ส่วนรถไฟฟ้าสายสีอื่น ๆ นั้น ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ในการดูแลเป็นหลัก
ส่วนตัวมองว่าเป็นแนวคิดที่ดีและควรต้องเร่งทำ เพราะเป็นนโยบายที่ค้างมาหลายรัฐบาลแล้ว