นอกจากนี้ ยังมีรายงานข้อมูลที่น่ากังวลว่า มีบุคคลระดับบิ๊กในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าไปมีพฤติกรรมกดดันจนทำให้พยานบางปากเกิดความหวาดกลัวและไม่กล้าเข้ามาให้ข้อมูลกับทางกรรมาธิการฯ
"มีข้อข้อมูลว่ามี “บิ๊ก” ในจังหวัด ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไปทำให้พยานบางคนไม่กล้ามาให้ข้อมูล ซึ่งแน่นอนว่าโดยภาพรวมวันนี้เราก็ต้องยอมรับว่า ข้อมูลที่มันได้ออกมา มันยังไม่เพียงพอต่อการที่จะสรุปไปในทางใดทางหนึ่ง มันเต็มไปด้วยความสงสัย" นายรังสิมันต์ กล่าว
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอข้อมูลเบอร์โทรศัพท์จากผู้ให้บริการทุกเครือข่ายไปมากกว่า 2 ล้านเลขหมาย โดยอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่หัวหน้าชุดสืบสอบสวน ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 กลับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการคลี่คลายคดีได้ จึงเกิดคำถามว่ามีการนำข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่?
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งที่คดีลอบสังหารสมาชิกรัฐสภาเช่นนี้ กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากในทุกขั้นตอน ทั้งที่ควรจะได้รับความร่วมมือและการตอบสนองอย่างรวดเร็วจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหลังจากนี้ทางกรรมาธิการฯ จะยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อนำตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังมาลงโทษให้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างการประชุม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เสนอในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ให้มีการทำหนังสือราชการอย่างเป็นทางการส่งถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลและตรวจสอบกรณีอาวุธปืนของรัฐบาลสหรัฐฯ ตกไปอยู่ในมือของขบวนการผิดกฎหมาย
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ได้กล่าวในที่ประชุมว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นอาวุธปืนที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ จัดสรรหรือมอบให้กับรัฐบาลไทย แต่กลับมีรายงานว่าถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายหรือตกไปอยู่กับ "ขบวนการ" จึงเห็นควรที่คณะกรรมาธิการฯ จะต้องร่วมกันสืบหาข้อเท็จจริงจากต้นตอ
"ช่วยทำหนังสือไปถึงรัฐบาลอเมริกา โดยเฉพาะสถานทูตฯ เพราะอันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากของรัฐบาลอเมริกาว่า ปืนของรัฐบาลให้มากับรัฐบาลไทย แล้วทำไมมาอยู่กับขบวนการฯ ดังนั้นเราควรถามไปที่ต้นตอ" พ.ต.อ.ทวี กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใส และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการตรวจสอบเส้นทางของอาวุธปืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงของทั้งสองประเทศต่อไป
แฉ ตร.ใต้อ้าง พ.ร.ก.เก็บข้อมูลมือถือ 2 ล้านคน
คดียิง สส.กมลศักดิ์ บานปลายกลายเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยเฉพาะการประชุมของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ซึ่งพิจารณาความคืบหน้าคดียิง สส.กมลศักดิ์ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสัปดาห์ที่แล้ว วันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีกรรมาธิการเปิดฉากซักฟอกหน่วยงานความมั่นคงและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมอย่างดุเดือด นำไปสู่การ “ยอมรับ" ของภาคเอกชนว่า มีการจัดส่งข้อมูลประวัติการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้รวมกว่า 2 ล้านราย ให้แก่ฝ่ายความมั่นคงเป็น "รายวัน" จริง
ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการล้วงข้อมูลโทรศัพท์โดยไม่ต้องขอหมายจากศาล และไม่ต้องได้รับอนุมัติจากศาลเลย เพียงแต่อ้าง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เท่านั้น
ประเด็นนี้อยู่ในรายงานบันทึกการประชุม กมธ.กฎหมายฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีการซักถามถึงการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของทีมสังหาร ที่มีข่าวว่าตำรวจชุดคลี่คลายคดี ไม่ยอมตรวจ อ้างว่าคนร้ายปิดโทรศัพท์ระหว่างก่อเหตุ
แต่ผู้แทนฝ่ายตำรวจที่เข้าชี้แจง ยืนยันว่า มีการตรวจสอบพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์รวมทั้งสิ้น 11 เลขหมาย แต่จำเป็นต้องสงวนรายละเอียดบางส่วนไว้เป็นความลับทางราชการ
จากนั้น นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ กรรมาธิการ ได้ขยายผลซักถามในระดับนโยบาย โดยตั้งประเด็นว่า จริงหรือไม่ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีคำสั่งหรือมาตรการพิเศษ บังคับให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ส่งรายงานข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด ส่งตรงไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
นายณัฏฐ์ชนน ถามว่า กระบวนการจัดเก็บรักษาข้อมูลประวัติการติดต่อสื่อสารที่ได้จากผู้ประกอบการ ทางตำรวจมีมาตรการอย่างไร และกรณีที่มีการลบข้อมูลออกจากเครื่อง จะสามารถกู้คืนพยานหลักฐานได้อย่างไร
จากนั้นมีคำตอบจากตัวแทนบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ ยอมรับว่า บริษัทได้รับการประสานงานจากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อขอข้อมูลดังกล่าว โดยอ้าง "ฐานอำนาจกฎหมาย" ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ประกอบกับประกาศและหลักเกณฑ์ของ กสทช.
โดยรูปแบบการส่งข้อมูล มีการจัดส่งข้อมูลประวัติการใช้งานเป็น "รายวัน" ตามโครงสร้างระบบที่ฝ่ายความมั่นคงกำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าฝ่ายความมั่นคงต้องส่งหนังสือขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการในทุกรอบ 5 เดือน ซึ่งทางผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ เพิ่งได้รับหนังสือฉบับล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา
แต่ตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ย้ำว่า บริษัทมีหน้าที่เพียงจัดส่งข้อมูลตามที่ระบบกำหนด ส่วนแนวทางการจัดเก็บ และมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือการนำข้อมูลไปประมวลผลต่อในระบบของฝ่ายความมั่นคงนั้น บริษัทไม่ได้รับทราบรายละเอียดในส่วนดังกล่าว
สอดคล้องกับ ผู้แทนจากบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์อีกแห่ง ที่ชี้แจงไปในทิศทางเดียวกันว่า ได้ดำเนินการจัดส่งข้อมูลธุรกรรมการสื่อสารภายใต้หนังสือสั่งการร่วมกับกองบัญชาการตำรวจภูธาภาค 9 โดยใช้อำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เช่นกัน
แต่ผู้แทนบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์รายนี้ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ได้พยายามควบคุมสิทธิการเข้าถึงข้อมูล โดยระบบ สำรองข้อมูลประวัติการโทรเอาไว้ได้ 1 ปี แต่เก็บเพียงพยานหลักฐานขั้นพื้นฐาน คือ เบอร์ต้นทาง , เบอร์ปลายทาง และวันเวลาเท่านั้น ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลพิกัดตำแหน่งที่ตั้ง หรือ Location ของผู้ใช้งาน เนื่องจากใช้ระบบ Roaming ร่วมกับบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มืออีกแห่ง ทำให้ข้อมูลพิกัดพื้นที่และพฤติกรรมการใช้งานถูกจัดเก็บอยู่ภายใต้ระบบฐานข้อมูล 90 วันเป็นหลัก
จากการชี้แจงแบบนี้ ทำให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ได้ตั้งคำถามว่า ตามกระบวนการยุติธรรมปกติ เช่น ดีเอสไอ สังกัดกระทรวงยุติธรรม หากเจ้าหน้าที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลโทรศัพท์ของบุคคลใดในคดีอาญา จะต้องยื่นคำร้องเพื่อขอ "หมายจากศาลอาญา" ก่อนทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
แต่วิธีการส่งข้อมูลรายวันของประชาชนกว่า 2 ล้านรายในพื้นที่ภาคใต้ ส่งตรงไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธาภาค 9 โดยไม่มีหมายศาล ถือเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพอย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการเกิดช่องว่างให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามโรงพักต่าง ๆ ประสานขอรับข้อมูลส่วนกลางนี้ไปแสวงประโยชน์หรือใช้ในทางมิชอบ ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"
ขณะที่ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย ขัดกันกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ กฎหมาย PDPA หรือไม่? และการอาศัยเพียง พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มายกเว้นการส่งข้อมูลของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้พัวพันกับคดีความมั่นคง มีหลักประกันทางกฎหมายอย่างไรมารองรับความปลอดภัยของข้อมูล