ปชป.ชี้พิรุธ “กทม.ยุคชัชชาติ” ซอยยิบโครงการเลี่ยงประมูล
17 มิ.ย. 2569 | katchatapong_lee

ปชป.ตั้งข้อสังเกต “กทม.ยุคชัชชาติ” จัดซื้อจัดจ้างห้วงปี 68-69 ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง-ซอยย่อยกว่า 30,000 โครงการเลี่ยงประมูล
ข่าว
17 มิ.ย. 2569 | katchatapong_lee

ปชป.ตั้งข้อสังเกต “กทม.ยุคชัชชาติ” จัดซื้อจัดจ้างห้วงปี 68-69 ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง-ซอยย่อยกว่า 30,000 โครงการเลี่ยงประมูล
นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ พร้อมด้วย สส.ของพรรคฯ แถลงข้อสังเกตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของกรุงเทพมหานคร ในปี 2568 และ 2569 ที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการ และมีความน่าสงสัยที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดก่อนน่าจะต้องชี้แจงข้อสงสัยเหล่านี้ว่า จากการใช้แอพพลิเคชัน “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบภาพรวมโครงการของกรุงเทพมหานคร 43,000 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 52,000 ล้านบาท ซึ่ง 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานคร เป็นวิธีการเฉพาะเจาะจง ซึ่งน่าถูกตั้งคำถาม และตั้งข้อสงสัยว่า จำนวนโครงการ 92.8% หรือราว 40,000 โครงการ ไม่ได้มีการเปิดประมูล และมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว รวมมูลค่า 13,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าผิดสังเกต เพราะการประมูลเฉพาะเจาะจงนั้น ตามกฎหมายระบุจะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้
นางการดี ยังระบุว่า ในข้อมูลโครงการที่มีการประมูลเฉพาะเจาะจง สูงกว่า 38,000 โครงการ ซึ่งมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท จึงถือเป็นการซอยย่อยโครงการ เพื่อไม่ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการเทียบราคา หรือประมูลราคาเหมาะสมหรือไม่ พร้อมยังกล่าวถึงโครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลาง และอาคารสำนักการแพทย์ ด้วยวิธีการประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งราคาผู้ชนะประมูลนั้น ใกล้ราคากลาง และมีผู้ยื่นเสนอราคา 2 ราย และราคาต่างกันเพียงราว 1,000,000 ล้านบาท
ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แสดงความกังวลว่า มีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมซ้ำ ๆ ในโครงการที่มีการซอยย่อย และไม่มีการแข่งขันประมูลราคา ทำให้ราคาอาจสูงกว่าตลาด และยังมีการซอยย่อยโครงการใหญ่ ๆ เป็นโครงการย่อย ๆ ไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูล ดังนั้น หากประชาชน ได้เห็น TOR หรือประกาศรับจ้าง อาจดูไม่ออกว่า มีการซอยย่อยโครงการ แต่จากการใช้แพลตฟอร์มส่องรัฐของพรรคฯ จากข้อมูลที่ได้มาไม่ง่าย แม้กรุงเทพมหานครจะมีการเปิดเผยข้อมูล เพราะต้องหา และประสานงาน หรือขอความร่วมมือจากส่วนงานที่ไม่ยินยอม จึงกลายเป็นที่มาที่ต้องมีการหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือแอบ ๆ และแพลตฟอร์มส่องรัฐ ได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความผิดปกติ และน่าจะต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะมีผู้เกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ
นายอนุชา ยังระบุว่า จากการตรวจสอบนี้ ตนเองอยากให้เป็นบรรทัดฐานว่า ไม่อยากให้ประชาชนมีอคติ ไม่มองว่า บุคคลนั้นเป็นใคร แต่หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ หรือบริหารราชการแผ่นดินแบบนี้ ประชาชนรับได้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่บุคคลที่ชื่นชอบ ผูกพัน หรือถ้าเป็นคนอื่น ๆ ประชาชนยังคิดแบบเดิมหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า การตั้งข้อสังเกตนี้ ไม่ใชการแฉ แต่เป็นการให้ข้อมูลประชาชนได้ฉุกคิดว่า พฤติกรรมเช่นนี้ดีหรือไม่ ซึ่งบางครั้ง การมีอคติต่อบุคคล หรือไม่ชอบพรรคการเมือง หรือไม่ชอบสี แต่ขอให้ดูที่ความตั้งใจ ที่จะช่วยให้ประเทศไทย สู้กับต่างประเทศได้ ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พาประเทศไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ประชาชนใช้ AI ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบทุจริต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน พร้อมหวังว่า ประชาชน จะเห็นความตั้งใจการเปิดเผยข้อมูล และเห็นด้วยในการลงลึกหาข้อมูลว่า ใครเป็นคนที่จัดซื้อจัดจ้างในลักษณะเฉพาะเจาะจงในแต่ละหน่วยงาน