บริษัทเอกชนแจง TH-AI Passport โต้ปมล็อกสเปก ย้ำจ่ายตามใช้จริง
12 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

บริษัทเอกชนที่รับงานโครงการ TH-AI Passport โต้ข้อครหาเงินทอน-ล็อกสเปก ย้ำคิดค่าบริการตามผู้ใช้จริง และสื่อโฆษณาไม่ใช่เงื่อนไขประมูล
Business
12 มิ.ย. 2569 | prisana_tha

บริษัทเอกชนที่รับงานโครงการ TH-AI Passport โต้ข้อครหาเงินทอน-ล็อกสเปก ย้ำคิดค่าบริการตามผู้ใช้จริง และสื่อโฆษณาไม่ใช่เงื่อนไขประมูล
KEY
POINTS
12 มิถุนายน 2569 ปมร้อน โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลฯ แจก AI ฟรี 5 ล้านคน งบประมาณจากกองทุนดีอี 1,600 ล้านบาท ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสของ TOR ความคุ้มค่า ผลลัพธ์จะตอบโจทย์การยกระดับทักษะแรงงานไทยในระยะยาวได้แค่ไหน ล่าสุดบริษัทเอกชนที่ได้งานจากโครงการดังกล่าว ชี้แจงอีกมุมโดยระบุว่า มีบางส่วนคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
โดยแหล่งข่าวจากบริษัทที่ได้งาน ให้ข้อมูลกับ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่น ทีวี ในรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญาและ TOR ซึ่งบางส่วนมีการวิจารณ์ที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว โครงการนี้คิดค่าใช้สิทธิ์ เอไอ ในระบบ “จ่ายตามจริง ทั้งจำนวนคนและระยะเวลา”
กล่าวคือ โครงการมีเงื่อนไขการผูกค่าใช้จ่ายตาม "จำนวนผู้ใช้งานจริง" หรือ Pay-per-active ไม่ใช่การจ่ายเงินแบบเหมาจ่าย
- ระบบจะคำนวณและเก็บค่าบริการเป็นรายเดือนตามปริมาณการใช้งานจริง หากมีจำนวนคนใช้งานเท่าใด ก็จัดเก็บค่าใช้จ่ายตามจำนวนคนเท่านั้น
- โดยสิทธิการใช้ เอไอ ที่ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้รับ หลังผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ ตามเงื่อนไขแล้ว คือ เอไอ “ระดับโปร”
- การตั้งคำถามว่า เป็น “เอไอ ระดับโปร” จริงหรือไม่ สามารถพิสูจน์ได้จากผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าใช้ได้ เช่น นาโนบานาน่า ของ เจมีนาย / แชท จีพีที 5.0 โปร ของแชท จีพีที ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไม่สามารถใช้ได้ หากใช้ระบบ “ฟรี”
- ยอดค่าใช้จ่ายที่ได้สิทธิ เอไอ คือ 27 บาทต่อเดือนต่อ 1 สิทธิ โดยจะใช้เอไอได้เทียบเท่ากับผู้ที่จ่าย 750 บาทต่อเดือนในปัจจุบัน หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ
- การคิดค่าใช้จ่าย คิดตามกรอบเวลาที่ใช้จริง เช่น หากใน 1 ปี มีการใช้งานเพียง 6 เดือน ก็จะจัดเก็บค่าใช้จ่ายแค่ 6 เดือน และคิดเฉพาะตามจำนวนคนที่เข้ามาใช้งานจริงในช่วงเวลานั้นๆ เท่านั้น
- ประเด็นสำคัญที่สุดที่มีการกล่าวหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง คือ เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ใช่ “คุณสมบัติของผู้เสนอราคา” แต่เป็นเงื่อนไขที่ผู้ชนะการเสนอราคา หรือบริษัทที่ได้งาน ต้องไปทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ คือ ไปจัดทำสื่อโฆษณาเหล่านี้ เพื่อให้โครงการได้รับการรับรู้ในวงกว้างมากที่สุด
- เงื่อนไขที่กำหนดใน TOR ก็ไม่ได้มีการผูกขาด ยกตัวอย่าง สื่อประชาสัมพันธ์ในร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า ไม่ได้มีแค่ 7-Eleven แต่มี FamilyMart / Tops / Big C / Lotus's ซึ่งแต่ละร้าน แต่ละห้าง ก็มีสื่อโฆษณา หรือจอสำหรับประชาสัมพันธ์ที่บริหารโดยเอกชนแตกต่างกันไป ไม่ใช่รายเดียวเป็นเจ้าของทั้งหมด
- ในตลาดการทำสื่อโฆษณา ที่เรียกรวมๆ ว่า “สื่อนอกบ้าน” มีเอเจนซี ประมาณ 4-50 ราย ที่สามารถเข้าถึงและจัดหาสื่อเหล่านี้ได้ทั่วไป
- ย้ำว่าการเป็นเจ้าของหรือมีสื่อนอกบ้านเหล่านี้ในมือ "ไม่ได้เป็นคุณสมบัติหรือเงื่อนไขในการยื่นข้อเสนอ” กล่าวคือ ผู้เสนอราคาไม่จำเป็นต้องมีสื่อนี้ก่อน เพียงแต่มีหน้าที่ไปจัดหามาให้ตามแผนงานเท่านั้น
ปรเะเด็นสำคัญที่สุดอีกประเด็นหนึ่ง คือ มูลค่าสื่อประชาสัมพันธ์ ที่อ้างว่าเป็นผลประโยชน์มหาศาล ก็ไม่เป็นความจริง เพราะมูลค่าของสื่อในส่วนนี้ เฉพาะสื่อนอกบ้าน ที่กำหนดไว้ในแผนงาน และอยู่ในราคากลาง มีมูลค่าเพียง 900,000 บาท แต่สื่อประเภทนี้มีคนเห็นจากคนที่เข้าใช้บริการในร้านสะดวกซื้อต่างๆ วันละเกือบ 20 ล้านคน
ข่าวล่าสุด