พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าวต่อว่า วันที่ 8 ต.ค. 67 ตนได้เดินทางไป กกต. เพื่อชี้เป้า นำรายชื่อของ อสม. ที่มีประสบการณ์ไม่ถึง 10 ปี ให้กับ กกต. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หลังจากนั้นตนรอมา 1 ปีกว่า และได้รับการตอบกลับจากประธาน กกต. ว่ามีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ดำเนินคดีอาญากับ อสม. ทั้ง 7 คน ที่ได้มีการชี้เป้าไป ส่วนอีก 13 คน ให้ยกคำร้อง ซึ่งไม่ทราบว่า 13 คนที่ยกคำร้องเอาอะไรมาหักล้างกับพยานหลักฐานที่ตนนำเสนอ ส่วน 7 คนที่ดำเนินคดีอาญาก็ไม่รู้ว่าดำเนินคดีแล้ว หรือเป็นการดองคดี
พล.ต.ต.บัญญัติ มองว่า สิ่งที่ตนเจอคือข้าราชการทั้ง กกต. และกระทรวงมหาดไทย ปล่อยเกียร์ว่างเป็นปัญหาของแผ่นดิน พวกเขาเหล่านี้เป็นคนที่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ถ้าข้าราชการทำหน้าที่ ไม่ปล่อยเกียร์ว่าง ก็เชื่อว่าไม่ว่า “โจรกระจอก” หรือ “โจรเสื้อนอก” ก็ไม่สามารถกระทำความผิดได้
พล.ต.ต.บัญญัติ ฝากถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า ผอ.กกต. ระดับอำเภอ ที่เป็นคนพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติ สว. ปี 67 มีข้อมูลทะเบียนราษฎรของผู้สมัครอยู่ในมือ ก็ย่อมรู้ว่าใครเป็นครอบครัวที่สมัครในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และ ผอ.กกต. ระดับอำเภอ สามารถระงับการใช้สิทธิ์ของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ ทำให้การจ้าง 5,000 บาท ก็จะยากขึ้น แต่การที่ปล่อยเกียร์ว่าง คือข้อบกพร่อง มท.1 ในฐานะที่กำกับดูแลตรงนี้ ควรตรวจสอบให้เข้มงวด
“ขอฝากถึง กกต. และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผม ที่มาพูดในวันนี้ผมไม่ได้มาเพื่อเป็นเครื่องมือของใคร ไม่เคยสังกัดพรรคการเมือง ไม่แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่มาวันนี้เพราะผมทนไม่ได้” พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว