เนชั่นทีวี

ข่าว

"เจษฎ์" ปูดแผนลับ! ดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปูทาง "ทักษิณ" คืนอำนาจการเมือง

06 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

"เจษฎ์" ปูดแผนลับ! ดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปูทาง "ทักษิณ" คืนอำนาจการเมือง

“เจษฎ์ โทณะวณิก” วิเคราะห์เบื้องหลังการเมืองไทย ชี้ "ทักษิณ ชินวัตร" เตรียมใช้ช่องทาง พ.ร.บ.ล้างมลทิน หวังล้างประวัติทุจริต เพื่อเปิดทางคืนสู่ตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ชี้ฝ่ายการเมืองหนุนเต็มที่ เชื่อเกิดขึ้นแน่ใน 4 ปีนี้

“เจษฎ์ โทณะวณิก” วิเคราะห์เบื้องหลังการเมืองไทย ชี้ "ทักษิณ ชินวัตร" เตรียมใช้ช่องทาง พ.ร.บ.ล้างมลทิน หวังล้างประวัติทุจริต เพื่อเปิดทางคืนสู่ตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ชี้ฝ่ายการเมืองหนุนเต็มที่ เชื่อเกิดขึ้นแน่ใน 4 ปีนี้

KEY

POINTS

  • แผนคืนอำนาจ: นักวิชาการมองว่าการผลักดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน เป็นกลไกสำคัญเพื่อลบประวัติความผิดทางกฎหมายและจริยธรรม เพื่อเปิดช่องให้ทักษิณกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง

     
  • แรงหนุนทางการเมือง: ความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบันที่แนบแน่นขึ้น ชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความร่วมมือในการผลักดันกฎหมายนี้เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมือง

     
  • ข้อถกเถียงเรื่องข้อเท็จจริง: แม้กฎหมายอาจล้างมลทินในทางนิตินัยได้ แต่ในทางข้อเท็จจริงและรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอย่างหนักว่าคำว่า "เคยทุจริต" จะสิ้นสุดลงหรือไม่

6 มิถุนายน 2569 การเมืองไทยกำลังจับตาความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของ ทักษิณ ชินวัตร ภายหลังได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์ โดยมีการวิเคราะห์ถึงทิศทาง พ.ร.บ.ล้างมลทิน เพื่อฟื้นคืนสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งสะท้อนผ่าน การวิเคราะห์การเมือง ของนักวิชาการชื่อดังที่มองว่า นี่คือกลไก คืนสู่อำนาจ ที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอนาคต


รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์ผ่านเนชั่นทีวีถึงทิศทางของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษและได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์ว่า หากติดตามความเคลื่อนไหวของนายทักษิณมาโดยตลอด ตั้งแต่เดินทางกลับประเทศไทย จะพบว่ามีการใช้กลไกต่างๆ ในการขอพระราชทานอภัยโทษ รวมถึงการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ จนกระทั่งพ้นโทษ ซึ่งหลายคนมองว่า ยากที่จะอธิบายตามหลักเกณฑ์ปกติ แต่หากก้าวข้ามประเด็นเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้จะยังคงเป็นชนักติดตัวนายทักษิณตลอดไป

 

“นายทักษิณยังคงใช้รูปแบบลักษณะนี้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และท้ายที่สุดอาจมีกลุ่มผู้สนับสนุนผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติล้างมลทินขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมือง”

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการอิสระ

 

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า หากมีการล้างมลทิน ข้อห้ามในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาหรือเคยทุจริตไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ จะเกิดคำถามว่า คำว่า 'เคย' เหล่านั้นจะถูกตีความตามบริบทของกฎหมายหรือตามข้อเท็จจริง หากตีความตามข้อกฎหมายก็อาจถือว่า มลทินนั้นหมดสิ้นไป แต่ในทางข้อเท็จจริงย่อมไม่สามารถลบเลือนได้

 

หากมีการตรา พ.ร.บ.ล้างมลทิน และทำให้นายทักษิณพ้นจากมลทินทั้งหมด เสมือนไม่เคยต้องโทษหรือทุจริต ย่อมส่งผลให้สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งหากเปรียบเทียบอายุกับผู้นำโลกอย่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ หรือ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายทักษิณก็ยังสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งสำคัญได้ โดยเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกอบกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็เคยระบุว่า ตนเองยังคงเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายทักษิณ

 

ขณะที่ นายเนวิน ชิดชอบ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีล่วงล้ำนายทักษิณ ส่วน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือแม้กระทั่งแกนนำพรรคประชาชนอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ยอมรับว่า เคยพูดคุยกับนายทักษิณ ดังนั้น นายทักษิณจึงยังคงมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยอย่างสูง หากมีการนำผลประโยชน์ทางกฎหมายมาเชื่อมโยงกับการเมือง ตนเชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง และอาจกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ในอนาคต

-เมื่อถามว่า การผลักดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวหรือมีข้อมูลเชิงลึกจากวงในทางการเมือง

 

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า วิธีคิดของกลุ่มคนที่ต้องการปลดเปลื้องความผิดของตนเองให้หมดสิ้นไป มักใช้แนวทางเช่นนี้ คือหากไม่ใช่วิธีนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษ ก็จะใช้การล้างมลทินเป็นขั้นตอนสุดท้าย

 

“แต่ประเด็นที่ยังต้องถกเถียงกันคือ เมื่อล้างมลทินแล้ว มลทินนั้นหมดสิ้นไปเฉพาะในทางกฎหมายหรือในทางข้อเท็จจริงด้วย เพราะหากรัฐธรรมนูญใช้คำว่า 'เคย' ย่อมหมายถึงข้อเท็จจริง แต่หากมีผู้ตีความว่ากฎหมายล้างมลทินทำให้คำว่า 'เคย' สิ้นสุดลงทันที เรื่องนี้จะเป็นประเด็นที่นักกฎหมายในอนาคตต้องข้อถกเถียงกันอย่างแน่นอน”

 

-เมื่อถามว่า แนวทางนี้จะรวดเร็วกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

รศ.ดร.เจษฎ์ ยอมรับว่าใช่ สมมติว่าวันนี้นายทักษิณพ้นโทษแล้ว และเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย หลายเรื่องที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เช่น ประเด็นเขากระโดง หรือสนามกอล์ฟอัลไพน์ วันนี้กลับเงียบหายไปและสามารถจับมือร่วมรัฐบาลกันได้ ดังนั้น การผลักดันกฎหมายล้างมลทินให้นายทักษิณจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฝ่ายการเมืองยังคงเชื่อมั่นในบารมีทางการเมืองของนายทักษิณ

 

นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจมองว่า ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ นายทักษิณ ชินวัตร พวกเขาอาจอยากเห็นนายทักษิณกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า ดังนั้น การกลับเข้าสู่การเมืองโดยใช้ช่องทางล้างมลทินเพื่อลบคำว่า 'เคย' จึงเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่สำหรับตนเห็นว่า คำว่า 'เคย' ต้องยึดตามข้อเท็จจริง หากเคยทุจริตก็ควรถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ต่อให้มีกฎหมายล้างมลทินก็เป็นเพียงผลทางกฎหมาย แต่ไม่อาจลบล้างความจริงได้

 

-เมื่อถามถึงกระแสสังคมว่าฝ่ายการเมืองจะผลักดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ได้สำเร็จหรือไม่

 

รศ.ดร.เจษฎ์ เชื่อว่า มีความพยายามผลักดันอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาการเดินทางกลับประเทศและการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 ของนายทักษิณล้วนดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขพิเศษ ดังนั้น การล้างมลทินจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และนายทักษิณเองก็ไม่ได้วางมือทางการเมืองอย่างแท้จริง ยังคงมีบทบาทในการขับเคลื่อนและสนับสนุนทายาททางการเมืองอยู่ตลอด

 

“ตนเชื่อว่านายทักษิณไม่มีทางวางมือทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือต้องวางบทบาทเป็นผู้แก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่สร้างปัญหา ไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณ นายธนาธร ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล หรือ นางสาวพรรณิการ์ วานิช ทุกฝ่ายควรขับเคลื่อนภายใต้กรอบกติกา ไม่สร้างความปั่นป่วนให้แก่สังคม”

 

-เมื่อถามว่า ความพยายามล้างมลทินจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 4 ปีนี้หรือไม่

 

รศ.ดร.เจษฎ์ เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนประเด็นอื่นๆ ต้องประเมินตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศต่อไป