-เมื่อถามว่า การผลักดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวหรือมีข้อมูลเชิงลึกจากวงในทางการเมือง
รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า วิธีคิดของกลุ่มคนที่ต้องการปลดเปลื้องความผิดของตนเองให้หมดสิ้นไป มักใช้แนวทางเช่นนี้ คือหากไม่ใช่วิธีนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษ ก็จะใช้การล้างมลทินเป็นขั้นตอนสุดท้าย
“แต่ประเด็นที่ยังต้องถกเถียงกันคือ เมื่อล้างมลทินแล้ว มลทินนั้นหมดสิ้นไปเฉพาะในทางกฎหมายหรือในทางข้อเท็จจริงด้วย เพราะหากรัฐธรรมนูญใช้คำว่า 'เคย' ย่อมหมายถึงข้อเท็จจริง แต่หากมีผู้ตีความว่ากฎหมายล้างมลทินทำให้คำว่า 'เคย' สิ้นสุดลงทันที เรื่องนี้จะเป็นประเด็นที่นักกฎหมายในอนาคตต้องข้อถกเถียงกันอย่างแน่นอน”
-เมื่อถามว่า แนวทางนี้จะรวดเร็วกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
รศ.ดร.เจษฎ์ ยอมรับว่าใช่ สมมติว่าวันนี้นายทักษิณพ้นโทษแล้ว และเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย หลายเรื่องที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรง เช่น ประเด็นเขากระโดง หรือสนามกอล์ฟอัลไพน์ วันนี้กลับเงียบหายไปและสามารถจับมือร่วมรัฐบาลกันได้ ดังนั้น การผลักดันกฎหมายล้างมลทินให้นายทักษิณจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฝ่ายการเมืองยังคงเชื่อมั่นในบารมีทางการเมืองของนายทักษิณ
นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนหนึ่งอาจมองว่า ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ นายทักษิณ ชินวัตร พวกเขาอาจอยากเห็นนายทักษิณกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากกว่า ดังนั้น การกลับเข้าสู่การเมืองโดยใช้ช่องทางล้างมลทินเพื่อลบคำว่า 'เคย' จึงเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่สำหรับตนเห็นว่า คำว่า 'เคย' ต้องยึดตามข้อเท็จจริง หากเคยทุจริตก็ควรถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ต่อให้มีกฎหมายล้างมลทินก็เป็นเพียงผลทางกฎหมาย แต่ไม่อาจลบล้างความจริงได้
-เมื่อถามถึงกระแสสังคมว่าฝ่ายการเมืองจะผลักดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ได้สำเร็จหรือไม่
รศ.ดร.เจษฎ์ เชื่อว่า มีความพยายามผลักดันอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาการเดินทางกลับประเทศและการพักรักษาตัวที่ชั้น 14 ของนายทักษิณล้วนดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขพิเศษ ดังนั้น การล้างมลทินจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และนายทักษิณเองก็ไม่ได้วางมือทางการเมืองอย่างแท้จริง ยังคงมีบทบาทในการขับเคลื่อนและสนับสนุนทายาททางการเมืองอยู่ตลอด
“ตนเชื่อว่านายทักษิณไม่มีทางวางมือทางการเมือง แต่สิ่งสำคัญคือต้องวางบทบาทเป็นผู้แก้ปัญหาบ้านเมือง ไม่ใช่สร้างปัญหา ไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณ นายธนาธร ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล หรือ นางสาวพรรณิการ์ วานิช ทุกฝ่ายควรขับเคลื่อนภายใต้กรอบกติกา ไม่สร้างความปั่นป่วนให้แก่สังคม”
-เมื่อถามว่า ความพยายามล้างมลทินจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 4 ปีนี้หรือไม่
รศ.ดร.เจษฎ์ เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนประเด็นอื่นๆ ต้องประเมินตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศต่อไป