เนชั่นทีวี

Business

สรรพากร เร่งรัด 'ทักษิณ ชินวัตร' จ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน หลังศาลฎีกาชี้ขาด

06 มิ.ย. 2569 | tananya_nak

สรรพากร เร่งรัด 'ทักษิณ ชินวัตร' จ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน หลังศาลฎีกาชี้ขาด

กรมสรรพากร เร่งรัด 'ทักษิณ ชินวัตร' จ่ายภาษี 1.76 หมื่นล้าน หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด ขยายผลติดตามทรัพย์สินทั้งในประเทศ - ต่างประเทศ

ตามที่กรมสรรพากรได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากร จากนายทักษิณ ชินวัตร ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6890/2568 ซึ่งได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงเป็นที่ยุติและมีผลทำให้หนี้ภาษีอากรตามการประเมินเป็นที่สุด

นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า นับแต่ประเมินภาษีนายทักษิณ ชินวัตร ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และการพิจารณาคดีในชั้นศาล กรมสรรพากร ได้ติดตามเร่งรัดภาษีอากรค้างจากนายทักษิณ ชินวัตร มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยดำเนินการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษี สอบสวนทรัพย์สินทุกประเภทเพื่อยึด อายัด นำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากร 

สมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากร
 

ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรได้ติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาแนวทางดำเนินการบังคับชำระหนี้ภาษีอากร อย่างไรก็ตามเมื่อดำเนินการเร่งรัดภาษีอากรจนถึงที่สุดแล้ว หากกรมสรรพากรได้รับชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ก็จะพิจารณาดำเนินการฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร เป็นคดีล้มละลายต่อไป โดยได้ดำเนินการภายใต้กรอบระยะเวลาและอายุความตามกฎหมายมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

สำหรับ คำพิพากษาเมื่อ วันที่ 17 พ.ย.2568 มีจุดเริ่มต้นจากนายทักษิณขอให้ศาลภาษีอากรกลางเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ภงด.12-03025250-25600328-001-00005 ลงวันที่ 28 มี.ค.2560 ที่แจ้งให้ นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเงิน 17,600 ล้านบาท (ภาษี ,เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม) ให้กับกรมสรรพากร

ต่อมาศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ภ 220/2563 คดีหมายเลขแดงที่ ภ 109/2565 ลงวันที่ 18 ก.ค.2565 พิพากษาเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากร มิได้ออกหมายเรียกตรวจสอบโจทก์ (นายทักษิณ) ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ในฐานะตัวการ การออกหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ (ภ.ง.ด.12) จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบ

จากนั้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2566 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีภาษีอากร มีคำพิพากษาที่ 2819/2566 พิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลาง โดยศาลฎีกาพิจารณาเเล้วสรุปว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า 

การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองเเท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ถือหุ้นแทนเพราะโจทก์ประสงค์เข้ารับตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษี และไม่สอดคล้องเจตนารมณ์กฎหมายภาษีอากร 

ทั้งนี้ ส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีไม่ได้ถูกต้อง และแน่นอนตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหาประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุงด และลดเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มแก่โจทก์

สำหรับการพิจารณาของศาลฎีกาในวันที่ 17 พ.ย.2568 ได้พิจารณาคดีกรณีกรมสรรพากรในฐานะจำเลย โดยมีคำพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ซึ่งส่งผลให้กรมสรรพากรมีอำนาจจัดเก็บ ภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวม 17,600 ล้านบาท ตามหนังสือแจ้งภาษี ภ.ง.ด.12 ลงวันที่ 28 มี.ค.2560