นอกจากนี้ เข้าใจว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ ที่จะทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงสื่อการสอนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ส่วนตัวเสนอว่า ศธ.ควรเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็น และวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กนักเรียนก่อน เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงว่า ควรเข้าไปสนับสนุนในเรื่องใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น เด็กมีความต้องการใช้ TikTok เพื่อการเรียนรู้จริงหรือไม่ หรือเด็กมีแนวโน้มในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร ฯลฯ จากนั้นค่อยกลับมาออกแบบแนวทางหรือนโยบายในการดำเนินการอีกครั้ง
“แม้ TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่เด็กเข้าถึงง่าย แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้า ศธ. ใส่คอนเทนต์ดีมีคุณภาพเข้าไปแล้วนักเรียนจะตั้งใจดู หรือเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นจริง เพราะธรรมชาติของเด็กหรือผู้ใช้ TikTok ทุกวัย ก็คือการเลือกดูเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ” รศ. ดร. สิทธิชัย กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องยาก ที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเด็กนักเรียน แม้
นโยบายจะตั้งต้นหรือคิดค้นมาบนฐานของความตั้งใจดี ต้องการผลักดันเนื้อหาดีๆ เข้าไปสู่แพลตฟอร์มที่ทันยุคสมัยและเป็นที่นิยม แต่สังคมและประชาชนจำนวนไม่น้อย มีข้อกังวลอีกมุมถึงผลเสียจากการใช้เวลาหน้าจอ หรือโทรศัพท์มากเกินไป ดังนั้นหาก ศธ. จะเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยแนวทางนี้จริงๆ ก็ควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู บุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการออกแบบระบบที่ดีกว่า เดินหน้านโยบายไปแล้วต้องกลับมาแก้ไขตามข้อกังวลของสังคมในภายหลัง
“ถ้าเรานับจำนวนคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทั้งหมด จะเห็นได้ว่านักเรียนและครูมีจำนวนที่มากที่สุด แต่กลับเสียงเบาที่สุด การจะทำนโยบายอะไร หรือหาคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ควรต้องกลับไปที่นักเรียนและครูก่อน ศธ. ถึงจะรู้ว่าควรจะทำอะไรอย่างไรต่อ” รศ. ดร. สิทธิชัย กล่าว