ชี้ชะตา "หมอสรณ" 8 พ.ค. วุฒิสภาเรียกถกปมขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.
06 พ.ค. 2569

ศึกสายเลือด กสทช. ระอุ! วุฒิสภาเรียกกรรมการสรรหาถกปมร้อน "หมอสรณ" ขาดคุณสมบัติ จับตาเกมตัดตอนก่อนถึงมือนายกฯ เสี่ยงโดน ม.157 หากเพิกเฉย
ข่าว
06 พ.ค. 2569

ศึกสายเลือด กสทช. ระอุ! วุฒิสภาเรียกกรรมการสรรหาถกปมร้อน "หมอสรณ" ขาดคุณสมบัติ จับตาเกมตัดตอนก่อนถึงมือนายกฯ เสี่ยงโดน ม.157 หากเพิกเฉย
6 พฤษภาคม 2569 เกาะติดสถานการณ์ร้อน ชี้ชะตา ประธาน กสทช. ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ วันที่ 8 พ.ค. นี้ เพื่อวินิจฉัยปม คุณสมบัติกสทช ที่อาจขัดต่อกฎหมาย ท่ามกลางกระแสการเมืองเข้มข้นที่พยายามดันเรื่องให้ถึงมือ นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาตามมาตรา 20 งานนี้ วุฒิสภา เร่งหาข้อสรุปด่วนก่อนบานปลาย
แหล่งข่าวในวุฒิสภาเปิดเผยว่า วันที่ 8 พ.ค.นี้ น่าจะเป็นวันชี้ขาดอีกครั้งข องคดีคุณสมบัติประธาน กสทช. หลังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะหน่วยธุรการ เชิญประชุมคณะกรรมการสรรหา เพื่อพิจารณาหนังสือร้องเรียน ที่พุ่งตรงไปยังสถานะของประธานองค์กร ท่ามกลางแรงต้านจากอีกฝั่ง ที่พยายามสกัดไม่ให้การประชุมเกิดขึ้น โดยอ้างว่าคณะกรรมการสรรหา “สิ้นสภาพ” ไปแล้วหลังเสร็จสิ้นภารกิจ
ขณะที่ฝ่ายการเมืองมองว่า เป็นความพยายามปิดเกมที่ต้นทาง ไม่ให้แรงกดดันทางกฎหมาย ไหลไปตกกับหัวหน้าฝ่ายบริหารโดยตรง คือนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ตามเอกสารตารางใช้ห้องประชุมของรัฐสภา ซึ่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเผยแพร่ล่าสุด ระบุว่า วันที่ 8 พ.ค. 2569 เวลา 08.30 น. ที่ห้อง CA 429 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา มีการนัดประชุมของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมีสำนักกรรมาธิการ 3 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เป็นหน่วยงานกำกับด้านธุรการ แม้ในเอกสารจะระบุหัวข้อเพียงคำว่า “พิจารณา” และไม่ได้แจกแจงวาระโดยตรงก็ตาม
แต่แหล่งข่าวสายวุฒิสภายืนยันว่า ประเด็นสำคัญที่เตรียมหยิบขึ้นโต๊ะ คือหนังสือร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติของ นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
“หากวงประชุมนี้เกิดขึ้นจริง น่าจะไม่ใช่แค่การประชุมธุรการธรรมดา แต่เป็นการดึง “คณะกรรมการสรรหาชุดเดิม” กลับมาเผชิญคำถามตรง ๆ ว่า บุคคลที่ตนเองเคยคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการแต่งตั้ง ยังมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ และคณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจชี้ขาดปัญหาที่เกิด จากกระบวนการสรรหาเดิมอยู่หรือเปล่า”
แหล่งข่าวในวุฒิสภาระบุว่า ขณะนี้มีความพยายามอย่างหนักจากฝั่งของประธาน กสทช. ที่ไม่ต้องการให้การประชุมเกิดขึ้น โดยใช้เหตุผลว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาดำเนินการคัดเลือก และส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมถือว่าสิ้นสุดภารกิจไปแล้ว จึงไม่อาจย้อนกลับมาวินิจฉัยปัญหาเดิมได้อีก แต่ฝ่ายที่ผลักดันให้เดินหน้าประชุมกลับมองต่างออกไป โดยเห็นว่า หากปล่อยให้เรื่องนี้ค้างอยู่โดยไม่มีใครกล้าชี้ขาด สุดท้ายแรงกดดันจะเด้งกลับไปถล่มฝ่ายบริหารเต็ม ๆ
ในทางกฎหมาย ปมนี้ร้อนขึ้นเพราะตัวบท พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดชัดว่า หากกรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย จะต้องนำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง และพระบรมราชโองการดังกล่าว ให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือวันที่ฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี อีกทั้งเมื่อมีเหตุดังกล่าว สำนักงาน กสทช. ต้องมีหนังสือแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันด้วย
“หมายความว่า หากคณะกรรมการสรรหาประชุมแล้วชี้ว่า ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ และข้อยุตินั้นถูกยึดเป็นฐานทางกฎหมาย ขั้นตอนถัดไปย่อมไม่ใช่แค่การรับทราบกันภายใน แต่จะต้องเดินเข้าสู่กระบวนการส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 ของกฎหมายฉบับนี้ทันที” แหล่งข่าวกล่าว
จุดที่ทำให้วงประชุม 8 พ.ค. ถูกจับตาหนักขึ้นอีก คือก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ปมคุณสมบัติของประธาน กสทช. เคยถูกส่งไปหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่รับเรื่องไว้ตีความ และชี้ว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เท่ากับว่าประตูทางกฎหมายที่หลายฝ่ายหวังจะใช้เป็น “ตัวชี้ขาดภายนอก” ไม่ได้เปิดรับเรื่องนี้ไว้ และแรงกดดันจึงไหลย้อนกลับมาที่โต๊ะกรรมการสรรหาอีกครั้ง
แหล่งข่าวในฝั่งสภาผู้แทนราษฎรประเมินว่าอาจจะเป็นเกม “ตัดตอน” ไม่ให้เผือกร้อนไหลถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะหากไม่มีใครยอมชี้ขาด แล้วเรื่องยืดค้างอยู่ต่อไป คำถามสุดท้ายย่อมพุ่งไปที่ฝ่ายบริหารว่า จะดำเนินการอย่างไรกับข้อร้องเรียนที่กระทบสถานะของประธานองค์กรอิสระ ซึ่งหากปล่อยค้างไว้โดยไม่ขยับ ก็อาจเปิดช่องให้เกิดแรงกดดันทางกฎหมายตามมา
สำหรับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิมที่กำลังถูกจับตาว่า จะถูกดึงกลับมาชี้ขาดอีกครั้ง มี 7 คนตามรายชื่อทางการของสำนักงาน กสทช. ได้แก่ นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล จากศาลฎีกา ทำหน้าที่ประธานกรรมการสรรหา, นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต จากผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นรองประธาน, นายนภดล เทพพิทักษ์ จากศาลรัฐธรรมนูญ, นายณรงค์ รัฐอมฤต จาก ป.ป.ช., นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ จากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายวิษณุ วรัญญู จากศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่กรรมการสรรหาและเลขานุการ
เมื่อตรวจสอบสถานะปัจจุบันของกรรมการสรรหาชุดนี้ จะเห็นว่าองค์ประกอบไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมทั้งหมดแล้ว บางรายพ้นจากตำแหน่งเดิมไปแล้ว ขณะที่บางรายยังดำรงตำแหน่งในองค์กรต้นสังกัดเดิมอยู่ ทำให้ข้อถกเถียงเรื่อง “คณะกรรมการสรรหายังมีสภาพพร้อมทำหน้าที่หรือไม่” ยิ่งกลายเป็นชนวนทางกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง
ในกลุ่มที่พ้นจากตำแหน่งเดิมแล้วอย่างชัดเจน มีอย่างน้อย 2 รายที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว โดยปัจจุบันเว็บไซต์สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุชื่อ นายทรงศัก สายเชื้อ เป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดินคนปัจจุบัน ขณะที่ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ก็พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว และมีการส่งมอบงานให้ นายวิทัย รัตนากร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ลำดับที่ 25 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2568
ส่วนที่มาของปมปัญหานี้ หากย้อนไทม์ไลน์อย่างย่อ เริ่มจากคณะกรรมการสรรหาประกาศรายชื่อ ผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ในปี 2564 ก่อนวุฒิสภาให้ความเห็นชอบและมีการเลือก นพ.สรณ ขึ้นเป็นประธาน กสทช. ในต้นปี 2565 ต่อมาจึงเกิดข้อสงสัยย้อนหลังเกี่ยวกับสถานะก่อนเข้ารับตำแหน่งว่า ยังมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะขยับเข้าสู่การตรวจสอบของชั้นวุฒิสภาและกรรมาธิการ จนมีการเผยแพร่บันทึกประชุมของ กมธ.ไอซีที วุฒิสภา ที่สรุปในทางตรวจสอบว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติเป็น กสทช. กระทั่งล่าสุดเรื่องยกระดับเข้าสู่ชั้น ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการในปี 2569
ดังนั้น การประชุม 8 พ.ค. จึงไม่ใช่แค่การเปิดซองหนังสือร้องเรียนแล้วอ่านผ่าน ๆ แต่เป็นการตัดสินใจว่า ใครจะเป็นคนกดปุ่มทางกฎหมายก่อนเป็นคนแรก หากคณะกรรมการสรรหายอมรับเรื่องและชี้ขาด ปมนี้อาจถูกปิดเกมในชั้นต้นทาง แต่หากปฏิเสธอำนาจ หรือปล่อยให้การประชุมล่ม เรื่องก็มีแนวโน้มจะเด้งกลับไปถล่มสำนักงาน กสทช. บอร์ด กสทช. รัฐบาล และองค์กรตรวจสอบเต็มแรง เพราะเมื่อมีคำถามเรื่องคุณสมบัติแล้ว แต่ไม่มีใครยอมเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ คดีนี้ก็จะไม่จบที่ตัวบุคคล หากแต่อาจลามไปถึงคนที่ “ไม่ยอมขยับ” ด้วย
ข่าวล่าสุด