"นิกร" ในฐานะคนใต้ หนุน "แลนด์บริดจ์" ปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้
02 พ.ค. 2569

"นิกร” โพสต์ในฐานะคนใต้ หนุนเดินหน้า "แลนด์บริดจ์" ระนอง-ชุมพร ชี้ยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมสองมหาสมุทร ช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานไทย
ข่าว
02 พ.ค. 2569

"นิกร” โพสต์ในฐานะคนใต้ หนุนเดินหน้า "แลนด์บริดจ์" ระนอง-ชุมพร ชี้ยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมสองมหาสมุทร ช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานไทย
2 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งชาวใต้ ออกโรงสนับสนุน โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เส้นทางเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างระนอง-ชุมพร เพื่อเสริมสร้าง ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ และทางออกด้าน โลจิสติกส์ ของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตการเดินเรือโลก โดยชูจุดเด่นการเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ที่จะเปลี่ยนภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการค้าอย่างยั่งยืน โดยได้มีการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า
ในฐานะที่ผมเป็นคนใต้ และเฝ้าติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของเรามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2531 ซึ่งมีความคิดเห็นที่ดีด้านการต่างประเทศต่อโอกาสของไทย และชาวใต้ ผมขอแชร์มุมมองต่อโครงการ Land Bridge ระนอง-ชุมพร เพื่อให้ได้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของภาคใต้เราครับ
ผมขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้นจริงครับ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญ ที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย "ระบบท่อส่งน้ำมัน" และ "รถไฟรางคู่" เป็นแกนหลัก
ผมถึงเห็นว่า จะต้องทำตอนนี้ โดยเหตุผลหลักคือเรื่อง "ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ" ครับ ปัจจุบันโลกมีความผันผวนสูงมาก ดูอย่างวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกา ที่ปัจจุบันรองรับการค้าโลกถึง 40% หรือแม้ไม่เกิดขึ้นช่องแคบมะละกา ก็กำลังจะเต็มความจุในปี 2573 เศรษฐกิจเราจะลำบากมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรอง ที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านจากจีน อินเดีย ลาว และเมียนมา ให้ไหลผ่านภาคใต้ของเรา
จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้มาหลายคณะแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ บทเรียนจากในอดีต ผมเคยร่วมศึกษาโครงการขุดคอคอดกระอย่างละเอียดและพบว่า ทำไม่ได้ เพราะไม่คุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่นี้ต่างออกไปครับ จากที่ผมไปลงพื้นที่ดูด้วยตัวเอง ในฐานะกรรมาธิการคมนาคมของสภาชุดที่ 25 ผมเห็นว่า การเลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ "แหลมอ่าวอ่าง" ซึ่งมีความลึกน้ำถึง 21 เมตร และอยู่ติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดินลึกเหมือนที่เดิม จะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เราหวงแหนได้มาก คุ้มค่ากับการลงทุนซึ่งจะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง
บทสรุปของคนใต้เพื่ออนาคตประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่า โครงการนี้คือการสืบสานวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลด้านการต่างประเทศของท่านอดีตนายกฯ ชาติชาย มองเห็นว่า ภาคใต้เป็นทำเลทองที่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ และเกรงว่าประเทศเรานั้นสุ่มเสี่ยงอยู่เช่นกัน จากหากเกิดปัญหาการออกจากอ่าวไทย ที่ต้องผ่านพื้นที่ซ้อนทับทางทะเลได้ จำเป็นที่จะต้องหาทางออกอีกฝั่งทะเลตะวันออกไว้ไว้ เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากสงคราม และผลกระทบต่อการเดินเรือที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องฉวยโอกาสนี้ผลักดัน ซึ่งหากเราทำสำเร็จ โครงการนี้จะสร้างงานได้อย่างมากมาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกหลานชาวใต้ให้ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยน "ทำเลทอง" ของเราให้กลายเป็น "โอกาสทอง" ของประเทศเสียที
ข่าวล่าสุด