อดีตที่ปรึกษาคลัง ฟันธง “แลนด์บริดจ์” ไม่มีวันคุ้ม ชี้ต้นทุนพุ่ง
30 เม.ย. 2569

อดีตที่ปรึกษาคลัง ชี้ “แลนด์บริดจ์ไทย” ไม่มีวันคุ้ม เหตุ “ต้นทุนขนส่ง-Double Handling” สูง โครงสร้างท่าเรือยังไม่พร้อม เสี่ยงเรือไม่ใช้บริการ
Business
30 เม.ย. 2569

อดีตที่ปรึกษาคลัง ชี้ “แลนด์บริดจ์ไทย” ไม่มีวันคุ้ม เหตุ “ต้นทุนขนส่ง-Double Handling” สูง โครงสร้างท่าเรือยังไม่พร้อม เสี่ยงเรือไม่ใช้บริการ
KEY
POINTS
30 เมษายน 2569 ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีคลังในรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งเคยอยู่ในทีมศึกษาความคุ้มค่าของโครงการแลนด์บริดจ์ เสนอ สนข. หรือ สำนักงานนโยบายและแผนงานขนส่งและจราจร ฟันธงชัดๆ ว่า โครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
- เหตุผลหลักๆ ไม่ใช่เรื่องการย่นระยะเวลาเดินทางของเรือได้จริงหรือไม่ แต่เป็นเรื่อง “ต้นทุน” ที่ไม่ได้ถูกจริง
- เหตุปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนสูง คือ Double handling หมายถึง การยกตู้สินค้าขึ้นลงหลายรอบ
Double Handling คือ การยกตู้สินค้าซ้ำซ้อน หมายถึง การเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์หรือสินค้ามากกว่า 1 ครั้ง ในกระบวนการขนถ่ายสินค้า แทนที่จะยกจากจุดหนึ่งไปยังจุดหมายโดยตรง มักเกิดขึ้นเมื่อต้องมีการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง เช่น จากเรือลงรถไฟ หรือจากรถไฟลงรถบรรทุก แล้วไปยกลง เพื่อขึ้นเรืออีกที อาจเกิดจากข้อจำกัดของพื้นที่จัดเก็บในท่าเรือ ทำให้ต้องยกตู้ลงมาพักในลานก่อนที่จะยกขึ้นเพื่อนำไปส่ง
- ต้นทุนเพิ่ม จากค่าใช้จ่ายในการยก หรือ Crane fee หลายครั้ง
- ต้นทุนเวลาก็เพิ่ม ทำให้ระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายตู้สินค้านานขึ้นกว่าปกติ
- อาจต้องเสียค่าวางตู้สินค้า หรือโครงการแลนด์บริดจ์/ท่าเรือ ต้องเตรียมลานขนาดใหญ่เพื่อรองรับตู้สินค้ารถเคลื่อนย้าย
ดร.รุ่งเรือง อธิบายว่า สิ่งที่หลายคนไม่ทราบก็คือ เมื่อยกตู้ลงจากเรือแล้ว ไม่ใช่แค่ยกขึ้นรถไฟ ไปท่าเรืออีกฝั่งของแลนด์บริดจ์เท่านั้น แต่เรือที่นำตู้สินค้ามาส่ง ต้องมีตู้ขึ้นกลับไปด้วย ไม่มีเรือขนส่งลำไหนมาจอดเพื่อขนตู้ลง แล้วกลับไปเปล่าๆ เพราะค่าออกเรือแพงมาก
การที่มีบางคนพูดทำนองว่า ขนตู้เพียงแค่ส่วนน้อยลง แล้วเรือจะขนตู้ส่วนใหญ่ออกไปส่งต่อที่อื่น คนที่พูดแบบนี้แปลว่าไม่รู้การทำธุรกิจจริงๆ เพราะเวลาเรือขนตู้ลง ปกติแล้ว เรือขนตู้ลงเยอะ ถึงจะคุ้ม แล้วต้องมีตู้โหลดกลับขึ้นไป
ยิ่งไปกว่านั้น การรื้อตู้ออกจากเรือก็ยุ่งเหมือนกัน แม้ปัจจุบันจะใช้คอมพิวเตอร์ทำ แต่ค่าใช้จ่ายก็เยอะ
ดร.รุ่งเรือง อธิบายต่อว่า ท่าเรือฝั่งระนองปัจจุบัน ไม่มีพื้นที่หลังท่า และไม่มีตู้สินค้าจำนวนมาก เพราะมีเรือเข้า-ออกน้อย เรือสินค้าจะอยู่ที่แหลมฉบัง ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขนตู้จากแหลมฉบังมาโหลดขึ้นแทน
ด้วยเหตุนี้การจะทำให้ “แลนด์บริดจ์” คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ท่าเรือทั้งสองฝั่งต้องมีพื้นที่หลังท่า เพื่อเก็บตู้สินค้าจำนวนมาก จึงต้องเป็นท่าเรือที่มีขนาดกว้าง และมีลูกค้าพอสมควร ถึงจะมีตู้มาเยอะ แต่ถ้าสร้างแลนด์บริดจ์อย่างเร่งด่วนภายใต้ facility ที่มีตอนนี้ เชื่อว่าเรือจะไม่มา เพราะไม่สามารถมาเปลี่ยนตู้ตรงนี้ได้
แตกต่างจากสิงคโปร์ เป็นท่าเรือที่มีทราฟฟิกสูง เพราะมีเรือผ่านเยอะมาก และมีลานกองตู้มหาศาล ส่วนที่ระนองใครจะมาแลกเปลี่ยนสินค้าตรงนี้ การขนส่งตรงนี้เป็นท่าเรือส่งออกไปอินเดียเท่านั้น
ฉะนั้นถ้าสองฝั่งของแลนด์บริดจ์ไม่มีท่าเรือที่มีศักยภาพ โอกาสที่จะเป็นแลนด์บริดจ์ที่ประสบความสำเร็จย่อมไม่มีเลย ถ้าจะขยายท่าเรือระนองเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร ราวๆ 5-10 ปี ส่วนฝั่งชุมพรยังไม่มีท่าเรือด้วยซ้ำ
จุดอ่อนของแลนด์บริดจ์ไทย คือ เซฟเวลาได้ 2 วันจริง แต่ไม่ค่อยคุ้มเท่าไรกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ของไทยในปัจจุบัน เรือใหญ่จำนวนมากยังไม่มาจอดที่แหลมฉบัง เพราะไม่มีภารกิจเปลี่ยนตู้ เรือเลือกจอดที่สิงคโปร์เกือบทั้งหมด หรือไม่ก็ไปดานัง เวียดนาม
ดร.รุ่งเรือง เสนอว่า แนวทางที่เป็นไปได้ คือทำทางรถไฟจากจีนมาแหลมฉบังให้เรียบร้อย คุยกับลาวเพื่อเชื่อมเส้นทาง แล้วส่งออกจากจุดนี้ ถ้าแหลมฉบังแน่น ก็ไปขยายท่าเรือระนองรอเอาไว้ โครงการแบบนี้ทำก่อนได้เลย เมื่อท่าเรือมีศักยภาพแล้วค่อยทำแลนด์บริดจ์ก็ได้ มีโอกาสสำเร็จมากกว่า
ข่าวล่าสุด