ทวี อัดค่าไฟขั้นบันได แค่ซุกปัญหาใต้พรม จี้หยุดเอื้อทุนพลังงาน
01 พ.ค. 2569

"ย้ายภาระ...ไม่ใช่แก้ปัญหา!" พ.ต.อ.ทวี ชี้ค่าไฟขั้นบันไดแค่เกลี่ยตัวเลข ปชช.แบกกันเอง แต่ไม่กล้าแตะ "ค่าไฟทิพย์- LNG-ก๊าซอ่าวไทย"
ข่าว
01 พ.ค. 2569

"ย้ายภาระ...ไม่ใช่แก้ปัญหา!" พ.ต.อ.ทวี ชี้ค่าไฟขั้นบันไดแค่เกลี่ยตัวเลข ปชช.แบกกันเอง แต่ไม่กล้าแตะ "ค่าไฟทิพย์- LNG-ก๊าซอ่าวไทย"
1 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวถึงนโยบาย "โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได" ที่รัฐบาลเตรียมเริ่มใช้ในปี 2569 โดยระบุว่า แม้รัฐจะอ้างว่าเพื่อช่วยผู้ใช้ไฟน้อย (200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท) แต่ความจริงคือการ "ย้ายภาระ" ไปให้กลุ่มครอบครัวขยาย หรือบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแบกรับราคาที่อาจสูงถึง 5 บาทต่อหน่วย ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ “โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได” ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 โดยปรับราคาค่าไฟฟ้าดังนี้
(หมายเหตุ : ไฟฟ้า 1 หน่วย คือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง เช่น แอร์ขนาด 12,000 BTU เปิด 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วย)
แม้รัฐบาลจะระบุว่า เป็นมาตรการ “ช่วยลดภาระประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อย” แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไป นี่คือการ “ย้ายภาระ” ไม่ใช่การ “แก้ปัญหา” เพราะในความเป็นจริง กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ไม่ใช่คนรวยเสมอไป แต่อาจรวมถึงบ้านที่มีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยติดเตียง หรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิกหลายคน คนกลุ่มนี้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น นี่จึงอาจไม่ใช่การสร้างความเป็นธรรม แต่คือการให้ประชาชนแบกภาระกันเอง ท่ามกลางโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว
การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธี "เกลี่ยตัวเลข" ระหว่างกลุ่มผู้ใช้ไฟ แทนที่จะเร่งจัดการกับต้นทุนการผลิตที่อาจสูงเกินจริง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐกำลังพยายาม "ซุกปัญหาไว้ใต้พรม" โดยไม่ยอมแตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานที่ฝังรากลึก
หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาจริง ต้องเริ่มจากปัญหาความไม่เป็นธรรมในระบบค่าไฟที่รัฐยังไม่กล้าแก้ไข
1.ค่าไฟฟ้าทิพย์ (ภาระที่ไม่ได้ใช้จริง) : ตลอดหลายสิบปี ประชาชนต้องแบกต้นทุนสูงถึง 1.09 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่า Adder / FiT ประมาณ 6.4 แสนล้านบาท และค่าความพร้อมจ่าย (AP) อีก 4.4 แสนล้านบาท เฉพาะปี 2567 ปีเดียว ประชาชนต้องจ่าย “ค่าไฟทิพย์” กว่า 1 แสนล้านบาท โดยที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจริง เงินจำนวนนี้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงของกลุ่มทุนพลังงาน คำถามสำคัญคือ เมื่อไหร่รัฐบาล กพช. และ กกพ. จะกล้าเจรจาลดกำไรส่วนเกินเหล่านี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน?
2.ความโปร่งใสในการจัดซื้อ LNG : มีข้อสงสัยเรื่องราคาก๊าซ LNG จากรัสเซีย (Yamal LNG) ตามข่าวที่ปรากฏ ในประเด็นที่ราคาตลาดโลกลดลงถึง 40% แต่บริษัทกึ่งผูกขาดกลับทำสัญญาผ่าน ปตท. ในราคา Pool Gas เดิม (485 บาท/MMBTU) ทำให้มีส่วนต่างกำไรสูงถึง 194 บาท/MMBTU หรือเกือบ 10,000 บาทต่อตัน รัฐต้องเข้าตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการสมยอมราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภค
3.การจัดสรรก๊าซอ่าวไทยที่ไม่เป็นธรรม : ควรนำ “ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย” ที่มีต้นทุนต่ำเพียง 201 บาท/MMBTU มาผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนก่อน แทนการใช้ราคา Pool Gas (281 บาท/MMBTU) ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ทันทีประมาณ 0.52 บาท/หน่วย แต่ปัจจุบันก๊าซราคาถูกกลับถูกจัดสรรไปให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรก
การอ้างว่าต้องจัดสรรก๊าซให้ภาคปิโตรเคมีก่อนเพื่อ 'สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ' อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่เอาตัวเลขกำไรของบริษัทใหญ่มาบังหน้า แต่ทรัพยากรในอ่าวไทยเป็นของคนไทยทุกคน ดังนั้น 'ความอยู่รอดของประชาชน' ต้องอยู่เหนือ 'ผลกำไรของกลุ่มทุน'
4.การฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ : ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2566 รัฐต้องกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและปริมาณไฟสำรองไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพประชาชน แต่ปัจจุบันรัฐกลับจำกัดการผลิตจากแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำที่รัฐควบคุมได้เอง เช่น ลิกไนต์แม่เมาะ (1.20–1.23 บาท/หน่วย) และ พลังน้ำ (1.06–1.37 บาท/หน่วย)
ดังนั้น รัฐบาลโดย กพช. และ กกพ. ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเกินควรแก่ประชาชน
วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนพลังงาน แต่ขาด “ความกล้าหาญทางนโยบาย” ที่จะเลือกผลประโยชน์ของประชาชนเหนือกลุ่มทุน นโยบายค่าไฟขั้นบันไดที่ทำอยู่เป็นเพียงการซื้อเวลา แต่ความไม่เป็นธรรมยังถูกซ่อนในระบบไฟฟ้า ไม่ได้รับการแก้ไข
ค่าไฟหน่วยละ 3 บาท จะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากรัฐบาลหยุดเอื้อประโยชน์ให้ “เสือนอนกิน” และกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานตามรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ข่าวล่าสุด