ชี้ช่องกระชากเหตุผล ป.ป.ช. ไขคำตอบ ล้างมลทิน “ศักดิ์สยาม”
21 เม.ย. 2569

ชี้ช่องกระชากเหตุผล ป.ป.ช. ล้างมลทิน “ศักดิ์สยาม” ใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ สั่งเปิดสำนวนให้อ่านกันจะๆ ถ้ายังไม่ยอม ยุลุยฟ้องศาลปกครองต่อ
ข่าว
21 เม.ย. 2569

ชี้ช่องกระชากเหตุผล ป.ป.ช. ล้างมลทิน “ศักดิ์สยาม” ใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ สั่งเปิดสำนวนให้อ่านกันจะๆ ถ้ายังไม่ยอม ยุลุยฟ้องศาลปกครองต่อ
ท่ามกลางกระแสวิจารณ์กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ “ยกคำร้อง” ข้อกล่าวหา “ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” หรือ “ยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ” ของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ไปแบบเงียบเชียบเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว
เพราะหลายฝ่ายมองว่า เป็นมติที่ขัดแย้ง ตรงกันข้ามกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ชัดว่า นายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยใช้วิธีการถือหุ้นผ่านนอมินี และอำพรางการซื้อขายหุ้นมูลค่า 119 ล้านบาทเศษ ซึ่งน่าจะมีความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ตามมาอย่างชัดแจ้งนั้น
เรื่องนี้ทุกฝ่ายที่รู้สึกค้างคาใจ ยังรอคำชี้แจงจากทางสำนักงาน ป.ป.ช. ที่อ้างว่าจะมีการแถลงเหตุผลเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะบรรดา สส.พรรคประชาชน ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างหนัก รวมถึงอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาอย่าง นายวัส ติงสมิตร ที่ออกมาเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเหตุผลของการวินิจฉัยที่นำมาสู่การลงมติ “ยกคำร้อง” ให้กับนายศักดิ์สยาม ว่าใช้เหตุผลใดหักล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีคำชี้แจงใดๆ ออกมาจากทาง ป.ป.ช.
ขณะที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายสุรพงษ์ อินทรถาวร ก็ออกมาพูดทำนองว่า การดำเนินการในชั้นของ ป.ป.ช. ถือว่าจบแล้ว จึงคาดการณ์กันว่าสำนักงาน ป.ป.ช.จะไม่เปิดเผยเหตุผลของการลงมติ โดยอ้างการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 (พ.ร.ป. ป.ป.ช.) และหลักการ “สำนวนการสอบสวนเป็นความลับ” เนื่องจาก ป.ป.ช. มีสถานะเหมือนพนักงานสอบสวน และอัยการ ในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
อย่างไรก็ดี ล่าสุด พล.อ.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย คณะที่ 3 (กวฉ.คณะ 3) ได้แสดงความเห็นและให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถเปิดเผยสำนวนการไต่สวนได้ โดยเฉพาะหากมีคำสั่งให้เปิดเผยโดยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร หรือ กวฉ. แบบเดียวกับที่คณะกรรมการวินิจฉัยฯ เคยสั่งให้เปิดเผยสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่พนักงานอัยการสั่งฟ้องแล้ว
พล.อ.กฤษณะ อธิบายว่า หากมีการร้องเข้ามาที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และ กวฉ.มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูล ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็ต้องเปิดเผยตามที่ กวฉ.สั่ง ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 (พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ) แต่หากในบางสำนวน สำนักงานหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่เปิดเผยตามที่ กวฉ.สั่ง ผู้ร้องก็มีช่องทางสามารถไปฟ้องศาลปกครองต่อได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมมาแล้วหลายเคส
สำหรับ กวฉ.คณะที่ 3 ซึ่งมี พล.อ.กฤษณะ เป็นหัวหน้าองค์คณะ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาการอุทธรณ์ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการ ป.ป.ช., ศาลปกครองสูงสุด, ศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รวมถึงตำรวจ, อัยการ, ศาล, สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง., คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ด้วย
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมของ “เนชั่นทีวี” พบว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ทื่ผ่านมานี้เอง มีการประชุมของ กวฉ.คณะ 3 สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเป็นการประชุมครั้งที่ 7/2569 มีวาระสำคัญในการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน ป.ป.ช.รวมอยู่ด้วย
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก มีผู้ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง และถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิดวินัยร้ายแรงจริง ได้ยื่นหนังสือถึงสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอเข้าถึงสำนวนการไต่สวนในคดีที่ตนเองถูกกล่าวหา แต่ทางสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ปฏิเสธการให้ข้อมูล โดยอ้าง มาตรา 36 แห่ง พ.ร.ป. ป.ป.ช. ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่ควบคุมการเปิดเผยข้อมูลของ ป.ป.ช. ทำให้ผู้ร้องเรียนต้องยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เพื่อทวงสิทธิการรับรู้ข้อมูล
ในการพิจารณาของ กวฉ.คณะ 3 ที่มี พล.อ.กฤษณะ เป็นหัวหน้าองค์คณะ พร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นายธนกฤต วรธนัชชากุล และ รศ.วรรณภา ติระสังขะ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีคำวินิจฉัยที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญ ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช.มาตรา 36 วรรคสาม ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช.หยิบยกขึ้นมาอ้าง เพื่อไม่ต้องเปิดข้อมูลตามที่มีการร้องขอ
โดยประเด็นที่เป็นหลักการห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา 36 มี 2 ประการที่นำมาอ้าง คือ
1. ห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลซึ่งมีลักษณะเป็นข้อมูลเฉพาะของบุคคล รายละเอียดของผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ซึ่งเป็นพยาน และการกระทำอันจะทำให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าว
2. ห้ามมิให้มีการเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลรายงานและสำนวนการตรวจสอบ การสอบสวน การไต่สวน หรือการไต่สวนเบื้องต้น รวมทั้งบรรดาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ไต่สวน หรือไต่สวนเบื้องต้น ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ จนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะได้พิจารณาและมีมติในเรื่องนั้นๆ
กวฉ.คณะ 3 พิจารณาแล้วเห็นว่า การห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลตามหลักการข้อ 1 นั้น เป็นการห้ามเฉพาะข้อมูลเฉพาะของบุคคล รายละเอียดของผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแส หรือพยานเท่านั้น ไม่ได้ห้ามการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด
ส่วนหลักการข้อ 2 ห้ามมิให้เปิดเผยมูลเฉพาะเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการไต่สวนหรือพิจารณา
ฉะนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดผู้อุทธรณ์หรือผู้ร้องเรียบร้อยแล้ว กรณีนี้จึง "ไม่ต้องห้าม" ตามกฎหมายมาตรา 36 ของ ป.ป.ช.อีกต่อไป เพราะเมื่อกระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้น การเปิดเผยข้อมูลย่อมไม่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายของ ป.ป.ช.เสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 15 (2) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ
นอกจากนั้น ผู้อุทธรณ์เรื่องนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในฐานะผู้ถูกชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง จึงควรได้รับทราบข้อมูลเพื่อปกป้องสิทธิตามกฎหมายของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส
"เมื่อพิจารณาถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนประกอบกันแล้ว เห็นควรให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นสำนวนการไต่สวนดังกล่าว" ส่วนหนึ่งจากคำวินิจฉัย กวฉ. คณะ 3 ระบุ
อย่างไรก็ตาม กวฉ.ยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่น จึงมีคำสั่งให้สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยสำนวนการไต่สวนดังกล่าวให้แก่ผู้อุทธรณ์ แต่ต้อง "ปกปิด" ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เช่น รายชื่อผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแส หรือพยาน รวมถึงข้อมูลในขอบเขตสิทธิส่วนบุคคลที่หากเปิดเผยจะเข้าข่ายการรุกล้ำสิทธิโดยไม่สมควร ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (5) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมามีบางกรณีที่ กวฉ.เคยสั่งให้สำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ แต่สำนักงาน ป.ป.ช.ไม่ปฏิบัติตาม ขั้นตอนต่อไป ทางผู้ร้องหรือผู้อุทธรณ์ต้องไปใช้ช่องทางฟ้องร้องต่อศาลปกครอง
เช่น สำนวนคดี “นาฬิกาเพื่อน” ที่กล่าวหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ, การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรก และ นายวิษณุ เครืองาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เนื่องจากทั้งสองคนดำรงตำแหน่งต่อเนื่องอีกหนึ่งสมัย และไม่มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน จนมีการร้องให้ ป.ป.ช.เปิดเผย เป็นต้น
ข่าวล่าสุด