“ทรัมป์” อาละวาด ในวันที่เครื่องบินรบสหรัฐฯ ถูกอิหร่านสอย
20 เม.ย. 2569

“ทรัมป์” อาละวาด ในวันที่เครื่องบินรบสหรัฐฯ ถูกอิหร่านสอย จนที่ปรึกษากองทัพสหรัฐฯ ต้องกันเขาออกจากห้องบัญชาการสงคราม
ข่าว
20 เม.ย. 2569

“ทรัมป์” อาละวาด ในวันที่เครื่องบินรบสหรัฐฯ ถูกอิหร่านสอย จนที่ปรึกษากองทัพสหรัฐฯ ต้องกันเขาออกจากห้องบัญชาการสงคราม
20 เมษายน 2569 หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) รายงานเบื้องลึกที่เกิดขึ้นในสงครามอิหร่านวันศุกร์ ที่เครื่องบินรบ F-15E Strike Eagle ผลิตโดยบริษัทแม็คโดนัลด์ ดั๊กลาส (McDonnell Douglas)ของสหรัฐ ถูกอิหร่านยิงตกเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกกันออกจาก "ห้องบัญชาการสงคราม" (War Room) ในทำเนียบขาว หลังเกิดความโกลาหลเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตะโกนใส่บรรดาที่ปรึกษา ในขณะที่กำลังวางแผนภารกิจกู้ภัยที่เสี่ยงอันตรายในระดับสูงสุด
รายงานระบุว่า ทรัมป์ ได้รับรายงานว่า นักบินอเมริกัน 2 นาย หายตัวไป ทรัมป์ก็สั่งการให้กองทัพ "เข้าไปเอาตัวทั้งสองคนออกมาทันที" ทำให้ต้องเร่งปฏิบัติการโดยเร็ว แม้ว่าการเข้าไปปฏิบัติการในดินแดนอิหร่าน มีความซับซ้อนอย่างมากก็ตาม
กองทัพสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดินในอิหร่านมานานหลายทศวรรษแล้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องประเมินสภาพภูมิศาสตร์ของศัตรู ก่อนจะส่งทหารเข้าไป และหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับโดยกองกำลังอิหร่าน เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือ บรรดาที่ปรึกษาพากันกังวลว่า ความไม่อดทนของทรัมป์อาจรบกวนการวางแผน ทำให้ต้องกันเขาให้ออกไปจากห้อง เพื่อจะได้หารือในรายละเอียด โดยแลกกับการรายงานเขา "นาทีต่อนาที" แต่สรุปเฉพาะประเด็นที่สำคัญ
รายงานระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ทรัมป์กลัวว่าจะซ้ำรอยวิกฤตการณ์ตัวประกันอิหร่าน (Iran hostage crisis) สมัยอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ที่ถูกระบุว่า เป็นหายนะทางการเมือง เขาตะโกนใส่บรรดาที่ปรึกษาว่า "ถ้าพวกคุณมองย้อนไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิมมี คาร์เตอร์ กับเฮลิคอปเตอร์และตัวประกัน .... มันทำให้เขาแพ้การเลือกตั้งไง" เขาเคยพูดเมื่อเดือนมีนาคม เรียกสถานการณ์สงครามว่า "ยุ่งเหยิง"
หลังเกิดเหตุ นักบินได้รับความช่วยเหลือเกือบจะทันที ส่วนเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ หรือที่เรียกกันว่า "วิซโซ" (Wizzo) ยังคงอยู่ในดินแดนของศัตรูนานกว่า 24 ชั่วโมง ก่อนได้รับความช่วยเหลือเมื่อค่ำวันเสาร์ (4 เมษายน) ที่ถือเป็นการสกัดกั้นศัตรูที่มีความเสี่ยงสูง และต้องป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อฝ่ายบริหารด้วย
ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังช่วยได้สำเร็จ ทรัมป์ได้กลับไปมีท่าทีก้าวร้าวยิ่งกว่าเดิม โดยออกคำเตือนที่หยาบคายต่ออิหร่าน เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซบนโซเชียล มีเดีย สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก ทั้งน้ำเสียงและภาษาที่ใช้
นักวิจารณ์ระบุว่า แนวทางนี้ขาดความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ ความได้เปรียบในสนามรบ ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นเส้นทางที่ชัดเจนสู่ชัยชนะ ทำเนียบขาวได้ปกป้องการรับมือสถานการณ์ของประธานาธิบดีว่า เขายังคงเป็นผู้นำที่ "มั่นคง" ในระหว่างสงคราม
ข่าวล่าสุด