ยิ่งฟังยิ่งหมดใจ! "นายกฯ" ลงใต้เคลียร์ใจปม "แม่ทัพภาค 4"? แฉข้อมูลลับทีมสังหาร "สส.กมลศักดิ์"
20 เม.ย. 2569

ยิ่งฟังยิ่งหมดใจ! "นายกฯ" ลงใต้เคลียร์ใจปม "แม่ทัพภาค 4"? แฉข้อมูลลับทีมสังหาร "สส.กมลศักดิ์" พบซ้อมยิงปืนในหน่วยราชการก่อนลงมือ
ข่าว
20 เม.ย. 2569

ยิ่งฟังยิ่งหมดใจ! "นายกฯ" ลงใต้เคลียร์ใจปม "แม่ทัพภาค 4"? แฉข้อมูลลับทีมสังหาร "สส.กมลศักดิ์" พบซ้อมยิงปืนในหน่วยราชการก่อนลงมือ
20 เมษายน 2569 นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี เขียนความลงในคอลัมน์ "โหมโรง กรุงเทพธุรกิจ" ปมชายแดนใต้ ว่า
การลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากรับตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่ 2 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะตอบโจทย์เพียง 1 เรื่อง จากอย่างน้อย 5 เรื่องที่สังคมคาดหวัง
หากสำรวจโจทย์ 5 ข้อ ซึ่งเป็นโจทย์เฉพาะหน้า กับการจัดการปัญหาของนายกฯอนุทิน ในการลงพื้นที่ครั้งแรก
โจทย์ข้อ 1 จะสั่งย้ายใครไหม เคลียร์ความไม่เข้าใจกับกลุ่มปอเนาะ และผู้แทนองค์กรการศึกษาทางศาสนาอย่างไร หลังจากออกมาเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4
โจทย์ข้อนี้เป็นข้อเดียวที่นายกฯทำ และเห็นผลชัดเจน คือไม่ย้ายใคร และเคลียร์ปัญหาความไม่พอใจของกลุ่มปอเนาะ โดยให้แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาขอโทษ และตัวเองก็ร่วมขอโทษด้วย
ด้วยเหตุผลในท่วงทำนอง ก้าวข้ามความไม่เข้าใจ เพื่อร่วมกันทำงานต่อไป และขอให้ผู้แทนองค์กรการศึกษาด้านศาสนา “ให้อภัย” ซึ่งดูจากบรรยากาศก็ประสบความสำเร็จด้วยดี
ทั้งๆ ที่่ก่อนลงใต้ นายกฯอนุทินแสดงท่าทีขึงขัง ขู่ย้ายพวกเกียร์ว่าง ซีไหน ผู้บัญชาการอะไรก็ไม่สน ย้ำแล้วย้ำอีกว่าตัวเองมีอำนาจ
แต่แค่เดินลงเครื่องบินก็แทบจะเดินไปคล้องแขนแม่ทัพภาค 4 ท่าทีแบบนี้มันก็มองเห็นกันชัดเจนว่าสิ่งที่พูด กับสิ่งที่ทำ มันช่างสวนทาง
โจทย์ข้อ 2 เปิดตัว หรือออกหมายจับ “ผู้บงการ” สั่งยิง สส.กมลศักดิ์
และโจทย์ข้อ 3 หลังจากคุยส่วนตัวกับ สส.กมลศักดิ์ ในฐานะเป้าหมายของการถูกล่าสังหารจากแก๊งอดีตทหาร โดยมี “อาจารย์วันนอร์” ร่วมวงด้วย จะดำเนินการทางคดีต่อไปอย่างไร
ทั้ง 2 โจทย์นี้ ปรากฏว่ายังไม่มีอะไรใหม่ หรือคืบหน้าไปจากการแถลงของฝ่ายตำรวจเมื่อวันที่ 16 เม.ย. ก่อนนายกฯลงพื้นที่ 1 วัน คือ ออกหมายจับ 5 คน จับกุมได้แล้ว 4 คน อีก 1 คนน่าเชื่อว่าหนีออกนอกประเทศ ส่วนผู้บงการยังไม่มีความชัดเจนทั้งในแง่ของคำซัดทอด และการออกหมายจับ
โจทย์ข้อ 4 คดียิง สส.จะจบอย่างไร
จากคำตอบของโจทย์ข้อ 2 และ 3 ทำให้ยังคาดเดาได้ยากว่า คดีนี้จะจบลงอย่างไร แต่ดูจากความเป็นไปได้ และแนวโน้มล่าสุด อาจจะจบที่การมีผู้ต้องหา 4 คน และฟ้องคดีไปตามกระบวนการ ก่อนที่เรื่องจะค่อยๆ เงียบหายไป ไม่มีอะไรในกอไผ่เหมือนเคย
ทั้งๆ ที่ล่าสุดมีข่าวจากการสืบเสาะของทีมข่าวเองว่า อย่างน้อย 2 คนในทีมสังหาร และอีก 1 คนที่เป็นทหารใน กอ.รมน.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอยู่ คนกลุ่มนี้มีภรรยาอยู่อำเภอเดียวกัน คือ ที่ระแงะ จ.นราธิวาส
และมีการไปซ้อมยิงปืนกันก่อนก่อเหตุ ในพื้นที่ของหน่วยราชการแห่งหนึ่งด้วย!!!
ต้องรอดูว่าท่านนายกฯจะว่าอย่างไร หรือทำขึงขังอะไรอีกหรือไม่ แล้วก็อ้างปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ทั้งๆ ที่มีคนของรัฐพัวพันตลอดเส้นทาง แล้วมันจะไม่เจอตอได้อย่างไร?
โจทย์ข้อ 5 ทิศทางไฟใต้ และการแก้ไขปัญหาภาคใต้จะเอาอย่างไรต่อ
โจทย์ข้อนี้ก็ดูจะยังไม่มีคำตอบชัดเจน นอกจากวลีเดิมๆ เช่น การเมืองนำการทหาร, เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และการทำงานควบคู่กันระหว่างงานพัฒนาและงานความมั่นคงแบบบูรณาการ
หากสรุปอย่างรวบยอดแบบขมวดประเด็นฟันธง ก็สรุปได้ว่า นายกฯลงพื้นที่รอบนี้ เหมือนไปเคลียร์ปัญหาให้แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่าย “สายตรงบุรีรัมย์” เพราะมาจากกองทัพภาคอีสาน “ทหารอีสาน” มากกว่าไปจัดการคดียิง สส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
จะว่าไปสัญญาณก็เห็นชัดตั้งแต่ นายกฯอนุทิน ลงเครื่องบินที่สนามบินนราธิวาส เนื่องจาก พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ไปรอต้อนรับ เมื่อนายกฯลงเครื่องมา ก็มีการทำความเคารพกันตามธรรมเนียม จากนั้นนายกฯได้เดินไปโอบไหล่ แตะแขน ในลักษณะให้กำลังใจ
เช่นเดียวกับอีก 1 สัญญาณ คือ การรวมตัวกันครั้งสำคัญของนายทหาร ตท.26 หรือ (เตรียมทหารรุ่น 26) ที่ลงใต้อย่างพร้อมหน้า
นำโดย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.
เห็นหน้า เห็นชื่อ 2 คนนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่า “แม่ทัพภาคที่ 4” เก้าอี้แกร่งขนาดไหน และไม่มีทางถูกย้ายตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มปอเนาะ
ยังไม่รวมผู้บัญชาการทหารเรือที่ลงพื้นที่ไปพร้อมกันด้วย เหมือนไปสร้างความมั่นใจการเคลียร์ปมทหารเรือในราชการให้ยืมรถ กอ.รมน.แก่อดีตทหารเรือ ซึ่งอยู่นอกราชการ แต่ผันตัวไปเป็นมือสังหาร
ภารกิจหลังออกจากสนามบินจึงดำเนินไปในจังหวะก้าวคล้าย “งานรูทีน”
การให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 ดอนเมือง ก็ชัดเจนว่าการลงพื้นที่รอบนี้ไม่มีอะไรใหม่เลย
- พยายามทำความเข้าใจกับทุกๆ ฝ่าย ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- พวกเราทุกคนก็ลงไปช่วยกันทำสถานการณ์ให้ดีขึ้น
- วันนี้มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงไปทุกกระทรวง ขาดเพียงกระทรวงสาธารณสุขเพียงกระทรวงเดียว
- (เรื่องปรับเปลี่ยนใน กอ.รมน.) ได้ให้นโยบายไป ให้เข้มงวดในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น และใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ให้เต็มที่ และยกระดับด้านการข่าว และเรื่องของการสร้างความร่วมมือของพี่น้องประชาชน
- (ความคืบหน้าคดียิง สส.) ได้รับรายงานว่า ทุกอย่างคืบหน้าด้วยความรวดเร็วแล้ว ขณะนี้เราสามารถจับกุมกลุ่มคนร้ายได้ 4 ใน 5 คนแล้ว และจะต้องมีการขยายผล รวมถึงพยายามจะจับกุมตัวคนร้าย 5 ให้ได้ แต่ไม่ทราบว่าคนร้ายได้ออกช่องทางทางธรรมชาติไปแล้วหรือไม่
- (เรื่องใช้รถ กอ.รมน.ไปยิง สส.) กอ.รมน.ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายทหารยศนาวาเอก ที่เป็นคนอนุมัติให้ยืมรถ ซึ่งทุกอย่างก็คืบหน้าตามลำดับ
หลังจากฝุ่นควันเริ่มจางหาย มีความพยายามสร้างกระแสโต้กลับ (บางคนเรียกไอโอ) บอกว่าสิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 พูด เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว ที่ว่ามีการบ่มเพาะเยาวชนในปอเนาะ และพวกนี้เองที่ไปเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็น ติดอาวุธ ก่อความรุนแรง
ใช่ครับ...ข้อมูลนี้ไม่ผิด แต่ที่ผิด และเขาวิจารณ์กันกระหึ่ม คือท่านมาใช้เวทีนี้กล่าวหาปอเนาะเพื่ออะไร เพราะต้นสายปลายเหตุของการแถลงข่าวคือ คดียิง สส. โดยใช้รถของ กอ.รมน. (รถหลวง ในราชการ) ทีมสังหารกว่าครึ่งก็เป็นอดีตทหาร แถมสีเดียวกัน คนให้ยืมรถ ก็เป็นทหารในราชการสีเดียวกันอีก ทำให้สังคมสงสัยว่ามีคนของหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องบ่มเพาะ เรื่องแยกดินแดน หรือมีขบวนการจุดไฟใต้ แต่เวทีนี้สังคมต้องการคำตอบว่า คดียิง สส. เป็น “อาชญากรรมโดยรัฐ” พูดง่ายๆ คือ มีรายการ “สั่งเก็บ” หรือไม่ โดยอาจมีผู้สมประโยชน์หลายฝ่าย หลายกลุ่ม
ยิ่งท่านมีจังหวะปิดไมค์พูด บอกว่า “ถ้าเป็นผมทำนะ…ไม่ปล่อยให้รอด” แบบนี้ยิ่งตีความได้หรือไม่ว่า ในวงการคนมีสี หรือหน่วยงานรัฐ มีการจัดชุด จัดทีม ปฏิบัติภารกิจประเภทนี้
ฉะนั้นสิ่งที่ท่านพูดพาดพิงปอเนาะ อาจไม่ผิดในแง่สาระ แต่มันผิดเวที เหมือนเบี่ยงประเด็นไม่ให้เข้าตัว และที่สำคัญเมื่อมันเป็นความจริง ก็เป็นหน้าที่ที่ท่านต้องไปจัดการอยู่ดี และน่าสงสัยว่าเหตุใดผ่านมา 22 ปี หรือกว่า 2 ทศวรรษ จึงยังแก้ไม่ได้
ยิ่งไปฟัง รมว.ศึกษาธิการคนใหม่ ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งลงพื้นที่พร้อมนายกฯ บอกว่าจะลงไปตรวจสอบ ตรวจดูปัญหา
นั่นก็แปลว่า 22 ปีที่ไฟใต้ปะทุเป็นต้นมา และหน่วยงานรัฐ ตลอดจนฝ่ายความมั่นคงพูดมาตลอดว่า มีการบ่มเพาะในปอเนาะ ตาดีกา สร้างความเชื่อผิดๆ ผลิตเยาวชนเป็นนักรบ กระทรวงศึกษาฯไม่ได้เกาะติดปัญหา หรือแก้ไขอะไรเลย
รัฐมนตรีเข้ามาใหม่ ก็ไม่มีข้อมูลอะไร เพิ่งจะลงพื้นที่ไปรับฟัง ตรวจสอบๆ ทั้งๆ ที่ผ่านมา 22 ปี มันควรจะต้องมีนโยบาย มีแผนปฏิบัติการ มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาไปมากแล้ว
และรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามา ก็ควรศึกษาปัญหาล่วงหน้า ไม่ใช่ออกแนวรอเป็นรัฐมนตรีตามโควตา ได้รับจัดสรรอะไรมา ก็ค่อยนั่งทำงาน เปิดงาน เซ็นแฟ้ม ตามที่ราชการเสนอ
เห็นลีลาท่านนายกฯ ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 และท่านรัฐมนตรีศึกษาแล้ว ขอรู้สึกวังเวงกับปัญหาภาคใต้
และขอย้ำอีกครั้งว่า ท่านยิ่งพูดยิ่งหมดหวัง ยิ่งได้ฟังยิ่งหมดใจ!
หมายเหตุ : บทความนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์โหมโรง ปกหลัง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 20 เม.ย.69
#ยิงสสกมลศักดิ์ #อนุทิน #ชายแดนใต้ #ไฟใต้ #กอรมน #ปกรณ์พึ่งเนตร #กรุงเทพธุรกิจ #อาชญากรรมโดยรัฐ #ความมั่นคง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
4 เซอร์ไพรส์ จชต. รอนายกฯหนูล่องใต้ - ปมยิง สส.นราฯ ลามถึงเก้าอี้แม่ทัพ 4
ภารกิจชนตอ! "นายกฯ อนุทิน" ล่องใต้สางคดียิง สส.กมลศักดิ์
ข่าวล่าสุด