ไขคำตอบ ปมลับ “ศักดิ์สยาม” ลุ้นคัมแบ็ก รมต.ไหม หรือตัดตอนยุบพรรค
19 เม.ย. 2569

ไขคำตอบ ปมลับ “ศักดิ์สยาม” หลัง ป.ป.ช.ยกคำร้องเงียบ ถูกโยงปูทางกันยุบพรรค รวมถึงรมีโอกาสคัมแบ็กรัฐมนตรีคนที่ 36 ใน ครม.อนุทิน 2 หรือไม่
ข่าว
19 เม.ย. 2569

ไขคำตอบ ปมลับ “ศักดิ์สยาม” หลัง ป.ป.ช.ยกคำร้องเงียบ ถูกโยงปูทางกันยุบพรรค รวมถึงรมีโอกาสคัมแบ็กรัฐมนตรีคนที่ 36 ใน ครม.อนุทิน 2 หรือไม่
สัปดาห์หน้าน่าจะมีความชัดเจนของ 2 เรื่อง 2 คดีสำคัญทางการเมือง
หนึ่ง กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มีข่าว ป.ป.ช.ยกคำร้อง “ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หรือยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ” ทั้งๆ ที่โดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ยังคงไว้ซึ่งหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น จนตกเก้าอี้รัฐมนตรี
สอง คดีมาตรฐานจริยธรรมของอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
วิเคราะห์กรณีแรก มีข่าวแง่ลบวิจารณ์กันมาหลายสัปดาห์ กรณีที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องกรณี “ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน หรือยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ” ของ นายศักดิ์สยาม ไปแบบเงียบๆ
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวนี้แรงขึ้นอีก เมื่อมีเสียงลือกันว่า นายศักดิ์สยาม อาจจะกลับมานั่งเป็นรัฐมนตรี โดยนำไปเชื่อมโยงกับเก้าอี้รัฐมนตรี ที่ยังว่างอยู่อีก 1 ตำแหน่ง เพราะ ครม.อนุทิน 2 แต่งตั้ง 35 คน ยังขาดไป 1 คน
ข่าวนี้ยิ่งทำให้กระแสวิจารณ์แรงขึ้นไปอีก มีการไปขุดคดี นายศักดิ์สยาม ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ค่อนข้างแรง
“ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี เคยนำคำวินิจฉัยศาลมาชำแหละ โดย นายศักดิ์สยาม มีข้อต่อสู้ 7 ประเด็น ศาลตีตกทั้งหมด บอกว่าฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่ข้อเดียว โดยเฉพาะการใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทน ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใด ป.ป.ช.จึงมีมติ “ยกคำร้อง” ในข้อกล่าวหา “ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” เพราะเมื่อยังคงไว้ซึ่งหุ้น ก็ต้องแปลว่ายื่นทรัพย์สินเท็จ เนื่องจากทรัพย์สินที่ยื่น ไม่มีรายงานการถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น จึงถือว่า ป.ป.ช.ลงมติตรงกันข้ามกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นที่สุด และผูกพันทุกองค์กร
- 17 มกราคม ปี 67 ศาล รธน.มีมติ 7:1 ให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายศักดิ์สยาม สิ้นสุดลง โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 3 มีนาคม 2566 ก่อนเลือกตั้งปี 66 เสียอีก
- โดยข้อกล่าวหาที่พิพากษาเป็นที่สุดแล้ว คือ นายศักดิ์สยาม ใช้ “นอมินี” ถือหุ้นแทนใน ห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ มูลค่าถึง 119.5 ล้านบาท
คำวินิจฉัยนี้ ส่งผลสะเทือนหลายเรื่อง สำคัญที่สุดคือ การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ นายศักดิ์สยาม เพราะเท่ากับ “ยื่นเท็จแน่ๆ”
หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ก็มีคนไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. และมีการไต่สวนนานข้ามปี ปรากฏว่า เมื่อเดือนกันยายน ปี 68 คือปีที่แล้ว ป.ป.ช.ลงมติอย่างเงียบเชียบ “ยกคำร้อง” คดียื่นทรัพย์สินเท็จ
เหตุผลก็ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน คือ เชื่อคำชี้แจง นายศักดิ์สยาม ที่บอกว่าเพิ่งรู้ว่าสถานะทางกฎหมาย ตนยังถือครองหุ้นอยู่ ป.ป.ช.จึงมองว่า “ขาดเจตนา” ยื่นทรัพย์สินเท็จ
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงเวลาของการลงมติ “ยกคำร้อง” ของ ป.ป.ช. เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพิ่งตั้งรัฐบาลอนุทิน 1 พอดี จนถูกมองว่า “อำนาจเปลี่ยน คดีพลิก” หรือไม่
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การยกคำร้องกระทำอย่างเงียบเชียบ เลขาธิการ ป.ป.ช.บอก ไม่รู้เรื่องเลย ทั้งๆ ที่ตัวเอง เป็นรองเลขาธิการอยู่ในขณะนั้น และอาจจะรักษาการเลขาธิการอยู่แล้วด้วยหรือไม่
เรื่องมาแดงก่อนตั้ง ครม.อนุทิน 2 เดือนมีนาคมปีนี้เอง ล่าสุดจึงมีการนำไปโยงความผิดปกติของ ครม.อนุทิน 2 เพราะตั้งรัฐมนตรีไม่ครบ 36 คน เว้นว่างไว้ 1 ตำแหน่ง เหมือนรอใครบางคน และใครคนนั้นก็คือ คุณศักดิ์สยาม
สาเหตุที่ต้องเป็น นายศักดิ์สยาม ก็เพราะเขาคือ “น้องชาย” ครูใหญ่เนวิน แห่งบุรีรัมย์ เคยเป็นอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เป็นคนที่นายเนวิน ไว้วางใจ และยังเคยทำงานใกล้ชิดกับ คุณพ่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย
แต่ปัญหาคือ การยกคำร้องกรณี “ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” ของ ป.ป.ช. ทำให้ นายศักดิ์สยาม บริสุทธิ์ผุดผ่อง หวนกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้จริงหรือไม่
คำตอบก็คือ “ไม่” เนื่องจากมติของ ป.ป.ช. เป็น “คนละเรื่องกัน” กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
“ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี เคยคุยกับนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยดังระดับประเทศ ที่เชี่ยวชาญเรื่องรัฐธรรมนูญ ได้รับคำอธิบายว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคำร้องเพียงว่า “นายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้น” ทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ศาลวินิจฉัยเท่านี้ และคำวินิจฉัยนี้เป็นที่สุด ผูกพันทุกองค์กร
แต่ศาลไม่ได้วินิจฉัยว่า ศักดิ์สยาม ยื่นทรัพย์สินเท็จ เพราะเรื่องบัญชีทรัพย์สิน คนมีอำนาจวินิจฉัยคือ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.เชื่อ นายศักดิ์สยาม ว่า “ถือครองหุ้นจริง แต่เพราะไม่รู้ จึงไม่ได้ยื่นทรัพย์สินส่วนนี้ ตนมารู้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอก” ฉะนั้น ป.ป.ช.จึงมองว่า ไม่ได้มีเจตนายื่นทรัพย์สินเท็จ
พูดอย่างให้ความเป็นธรรม ป.ป.ช.เชื่อง่ายแบบนี้มาหลายรายแล้ว ไม่ใช่แค่ นายศักดิ์สยาม คนแรก
เช่น “บิ๊กต่อ” พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. โดนร้องปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ไม่ได้แจ้งรายการ “บ้านที่อังกฤษ” ต่อมา ป.ป.ช.ยกคำร้อง โดยเชื่อว่า “บิ๊กต่อ” ลืมแจ้ง
ขนาดบ้านทั้งหลังยังลืมได้ ฉะนั้นหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก็อาจจะลืมได้เหมือนกัน
แต่ความจริงที่ศาลวินิจฉัยไว้ว่า “นายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งหุ้น” ยังผูกพันอยู่ เพียงแต่ไม่ผิดเรื่องยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ
ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ต่อมาก็คือ นายศักดิ์สยาม บริสุทธิ์ผุดผ่อง กลับมาแต่งตัวเป็นรัฐมนตรีได้อีกรอบหรือไม่
คำตอบคือ “ไม่” และ “ยากมากหากคิดจะทำ” เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่า “นายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งหุ้น” มีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ศาลมัดตราสังไว้แล้ว เช่น นายศักดิ์สยามยังรับประโยชน์จากกิจการนี้ ตัวอย่างการเบิกบิลน้ำมันรถส่วนตัว 2 คัน ก็เบิกในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญฯ ลงบัญชีว่า “ติดตามนาย” แบบนี้เป็นต้น
ฉะนั้นหากจะตั้ง นายศักดิ์สยาม เป็นรัฐมนตรี ต้องฝ่าด่านที่เรียกว่า “มาตรฐานจริยธรรม” ไปให้ได้ก่อน เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ชัดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากการ “คงไว้ซึ่งหุ้น” ของนายศักดิ์สยาม
ล่าสุด อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ออกมาฟันธงว่า นายศักดิ์สยาม ไม่มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีได้อีก เพราะปัญหามาตรฐานจริยธรรมนี่แหละ
ฉะนั้นหากนายกฯอนุทิน กล้าเสนอชื่อ งานนี้มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่ และศาลจะตัดสินเป็นอื่น ในแนว “กลืนน้ำลายตัวเอง” ได้หรือ
หนำซ้ำคนที่จะรับเคราะห์ตามไปด้วย คือนายกฯอนุทิน เหมือนอดีตนายกฯเศรษฐา ทวีสิน ที่เสนอตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี งานนี้น่าจะประสบชะตากรรมเดียวกันแน่ และ ครม.ภูมิใจไทย ก็จะล่มสลายทันที เรียกว่า “ตกจากอำนาจ” หรืออย่างน้อยก็มีความเสี่ยงตกจากอำนาจ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการเดินหน้าเป็นรัฐบาลยาวๆ
เมื่อเป็นแบบนี้ จึงมีคำถามว่า ป.ป.ช.ยกคำร้องเรื่อง “ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน” แบบเงียบๆ ทำไม
เหตุผลที่แท้จริงจากที่ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี ไปสืบเสาะมา ก็คือ การยกคำร้องเรื่อง “บัญชีทรัพย์สิน” จะโยงกับที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ เคยบริจาคเงินเข้าพรรคภูมิใจไทยอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละหลายล้านบาท
หาก นายศักดิ์สยาม ถูก ป.ป.ช.ตีตราว่า จงใจยื่นทรัพย์สินเท็จ แปลว่า ตัวเองรู้ดีว่ายังเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญฯ แล้วกิจการนี้ก็มาบริจาคเข้าพรรครอบละหลายล้านบาท ก็จะผิดกฎหมายพรรคการเมือง นำไปสู่การยุบพรรคได้ เหมือนกรณีของพรรคอนาคตใหม่
แต่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้เจตนาปกปิดหุ้น การบริจาคเงินเข้าพรรค จึงบอกไม่ได้ว่านายศักดิ์สยาม รู้เห็น หรือเป็นคนบริจาคเอง งานนี้ก็จะรอดคดียุบพรรคไปแบบถาวร
ฉะนั้นคาดว่าในสัปดาห์หน้านี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องจะออกมาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับกรณีคุณศักดิ์สยาม เพื่อจบดราม่านี้เสียที
แต่หากสุดท้ายมีการพลิกโผ ย้อนกลับมาตั้ง นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรี จริงๆ ก็ต้องบอกว่า รัฐบาลภูมิใจไทยเตรียมนับถอยหลังได้เลย
ข่าวล่าสุด