7 เหตุผล ศาล รธน.ฟัน "ศักดิ์สยาม" ปมถือหุ้น "หจก.บุรีเจริญฯ"
13 มี.ค. 2569
7 เหตุผล ศาล รธน.ฟัน "ศักดิ์สยาม" ปมถือหุ้น "หจก.บุรีเจริญฯ" ด้าน เลขา ป.ป.ช.คอนเฟิร์ม! ยกคำร้องศักดิ์สยาม" ปมจงใจปกปิดหุ้นฯ ตั้งแต่ ก.ย.68 แล้ว
ข่าว
13 มี.ค. 2569
7 เหตุผล ศาล รธน.ฟัน "ศักดิ์สยาม" ปมถือหุ้น "หจก.บุรีเจริญฯ" ด้าน เลขา ป.ป.ช.คอนเฟิร์ม! ยกคำร้องศักดิ์สยาม" ปมจงใจปกปิดหุ้นฯ ตั้งแต่ ก.ย.68 แล้ว
13 มีนาคม 2569 สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวานนี้ (12 มี.ค.69) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าว Next News ถึง กรณีปรากฏข่าวเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้สรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้น ว่า
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินการถือครองหุ้นห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ยังคงถือครองไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตัวจริง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลกรณีกล่าวหา นายศักดิ์สยาม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งเป็นทางการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา ตั้งแต่ในช่วงเดือนกันยายน 2568 และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติยกคำร้องตีตกข้อกล่าวหากรณีนี้ไปแล้ว
"ส่วนรายละเอียดมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมไปถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะเข้ามารับตำแหน่งเลขาฯ ป.ป.ช. จึงต้องขอตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้งก่อน" นายสุรพงษ์ ระบุ
อนึ่งเกี่ยวกับกรณี สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า
ภายหลังจากในช่วงต้นปี 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 54 คน ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น อย่างแท้จริง
โดยผลคำวินิจฉัยระบุว่า นายศักดิ์สยามมีความผิดและถูกตัดสิทธิ์ความเป็น รมว.คมนาคม ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่
ต่อมามีผู้มายื่นร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ไต่สวนนายศักดิ์สยามกรณี "จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน จากการไม่แจ้งข้อมูลการเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุรีเจริญคอนสตรัคชั่นตัวจริง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นได้มีการสรุปสำนวนไปแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน
เพราะเชื่อตามนายศักดิ์สยาม ที่อ้างว่าเพิ่งรู้ว่าหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ เป็นของตนเองตอนที่ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย โดยฝ่ายตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวินิจฉัยว่า ไม่จงใจปกปิด
ฝ่ายทำคดีเบื้องต้นก็ฟังตาม ว่าไม่มีส่วนได้เสีย ทั้งที่ศาล รธน.วินิจฉัยแล้วว่า หุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ นั้นเป็นของนายศักดิ์สยาม และมีการสรุปผลการตรวจสอบเบื้องต้นเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา ว่าจะมีมติเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร จะเห็นชอบหรือตีกลับให้ไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมอีก
ก่อนที่ นายสุรพงษ์ จะยืนยันว่า กรณีกล่าวหา นายศักดิ์สยาม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว ได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาตั้งแต่ในช่วงเดือนกันยายน 2568 และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติยกคำร้องตีตกข้อกล่าวหากรณีนี้ไปแล้วข้างต้น
1.เงินที่ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ ใช้ซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ 119.5 ล้านบาท เส้นทางเงินมาจาก ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
**ข้ออ้างที่ว่าเงินมาจากการขายกองทุนฯ ฟังไม่ขึ้น เพราะต้นทางเงินที่แท้จริงโอนจาก นายศักดิ์สยาม โดยโอนผ่าน บริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ (1991) จำกัด และ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
2.อ้างว่าเงินที่โอนจาก บริษัท ศิลาชัยฯ เป็นเงินใช้หนี้ เพราะบริษัทขาดสภาพคล่อง จึงให้นายศุภวัฒน์ ซื้ออะไหล่และอุปกรณ์การทำธุรกิจไปก่อน และยังมีการทำธุรกิจระหว่างกัน คือ รับจ้างตักหิน
**ศาลเห็นว่าฟังไม่ขึ้น เพราะไม่มีหลักฐานเป็นเอกสาร ไม่มีการวางบิลใดๆ
**ที่อ้างว่าบริษัทขาดสภาพคล่อง แต่กลับนำเงินบริษัท ไปซื้อเครื่องบินส่วนตัว มูลค่า 12 ล้านบาท
3.นายศุภวัฒน์ อ้างต่อว่า เป็นวิธีการทำธุรกิจโดยหาผู้อื่นมารับรายได้และจัดการภาษีแทน
**ศาลมองว่าคำกล่าวอ้างไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่มีเหตุผลรับฟังได้
4.นายศุภวัฒน์ไม่เป็นผู้มีความสามารถเพียงพอในการชำระค่าหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม
**ข้ออ้างเคยขายที่ดินของครอบครัวได้เงินหลักร้อยล้าน แต่ก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามอ้าง
**ไม่พบหลักฐานการเสียภาษี ระหว่างปี 2556-2565 เพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์
**มีสถานะเป็นลูกจ้าง บริษัท ศิลาชัยฯ เจ้าตัวอ้างว่าเพื่อรับสิทธิ์ประกันสังคม ไม่ได้ให้ความสนใจเงินเดือนที่แท้จริง แต่ศาลมองว่าเป็นคำเบิกความที่มีพิรุธน่าสงสัย
5.มีการแจ้งเปลี่ยนที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญฯ ก่อนนายศักดิ์สยามรับตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียง 23 วัน
**แต่ศาลพบหลักฐานว่า มีการออกบิลที่อยู่ใหม่มาก่อนหน้านี้เป็นปีแล้ว เกิดขึ้นก่อนประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงที่อยู่นานถึง 1 ปีเศษ ผิดปกติวิสัยการทำธุรกิจ
**ความหมายคือ ศาลเชื่อว่ามีการทำเอกสารย้อนหลัง ให้ดูเนียน
6.นายศักดิ์สยาม โอนขายหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ไปแล้ว แต่ยังมีการเบิกบิลน้ำมันรถส่วนตัวของนายศักดิ์สยาม 2 คัน เป็นรถตามที่แจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. แถมเขียนในใบเสร็จว่า “ติดตามนาย”
7.นายศุภวัฒน์ บริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย ในนามส่วนตัว 2.7 ล้านบาท เมื่อปี 62 และบริจาคในนาม หจก.บุรีเจริญฯ อีก 4.8 ล้านบาท เมื่อปี 65
**การบริจาคทั้ง 2 ช่วงเวลาเกิดขึ้นหลังนายศักดิ์สยามโอนขายหุ้นให้นายศุภวัฒน์แล้วเมื่อปี 61 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยบริจาคเลย ไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใดๆ แต่นายศักดิ์สยามเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
