นายเอกนิติ ยังย้ำว่า การเตรียมพร้อมวิกฤตครั้งนี้ ยังจะต้องเตรียมพร้อมในระยะยาว เพราะวิกฤตนี้ จะเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกหลายมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร และยา ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังนั้น จึงจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนวิกฤตรุกลาม ประเทศไทยจึงจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งอาหาร และสมุนไพร และวิกฤตพลังงาน
จะไม่มีน้ำมันราคาถูกอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะสงครามตะวันออกกลาง ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน และต้องรอฟื้นฟู 1-2 ปี ดังนั้น ต้องทำให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่าน ส่งเสริมการทำโซลาร์ หรือการใช้เอทานอลจากอ้อย มันสำปะหลัง หรือปาล์ม ที่จะต้องส่งเสริมให้คนไทย มีโอกาสใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานชีวะมวล และพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีด้วย
นายเอกนิติ ยังยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ทำให้คนไทยเก่งขึ้น เพราะคนไทยเกิดน้อยลง ผู้สูงอายุจะมากขึ้น ดังนั้น จึงจะต้องใช้ AI และวางยุทธศาสตร์ทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี ใช้ AI หารายได้ได้ ซึ่งในโครงการคนละครึ่งพลัสนั้น จะนำไปช่วยในถุงเงิน เพื่อช่วยวิเคราะห์การขาย วิเคราะห์รายการขายในแต่ละวัน เพื่อเตรียมวัตถุดิบได้ และยังจะมี AI สำหรับผู้ซื้อ ให้ประชาชนใช้ AI ได้ฟรี
ส่วนการลงทุนภาครัฐนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า ภาครัฐไม่สามารถทำโดยลำพังได้ เพราะทรัพยากรมีจำกัด จึงต้องร่วมทุนกับภาคเอกชน ธุรกิจไทยและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทย ซึ่งตนพบว่า ต่างประเทศหลายชาติ ต้องการมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีอุปสรรคในการขออนุมัติ อนุญาต รัฐบาลได้พยายามปลดล็อก เพื่อให้ต่างชาติลงทุนได้ และช่วยเปลี่ยนผ่านให้คนไทย ทำให้คนไทยเก่ง มีรายได้เพิ่ม เชื่อมทักษะคนไทยกับโลกยุคใหม่ มีงานที่ดี และรายได้สูงขึ้น ตามโครงการ Shill Bridge ของรัฐบาล
นายเอกนิติ ยังระบุว่า เมื่อไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจไทยติดหล่ม แต่การให้เอกชนมาช่วยลงทุน จะช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจไทยได้ และทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง เมื่อพ้นวิกฤตประเทศไทยก็จะกลับมาแข็งแกร่ง ดังนั้น จึงจะต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส