ข้อ 8 ของ MOU 2543 กำหนดให้ระงับข้อพิพาทใด ๆ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา แต่เป็นที่ชัดเจนว่าที่ผ่านมาการใช้การปรึกษาหารือและเจรจาอย่างสันติวิธีกับฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ผล เพราะถ้าการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจาได้ คงจะไม่เกิดการสู้รบกันหลายครั้งในห้วงเวลาที่ใช้ MOU 2543 ซึ่งการสู้รบสองครั้งหลังสุด ทำให้ทหารและพลเรือนไทยเสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของ MOU 2543 กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น กลับเป็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ประการที่ 2
MOU 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผล 2 ข้อ
1. คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติเห็นชอบแต่มีมติเพียงรับทราบเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 เรื่องที่นายกรัฐมนตรี อนุมัติให้ไปลงนามรับรอง MOU 2543 ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2531 ที่ได้กำหนดไว้ในข้อ 7 (8) ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบ
2. การยอมรับใน MOU 2543 ว่า "แผนที่มาตราส่วน 1:2๐๐,๐๐๐" เป็น "แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน" มีผลทำให้เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:2๐๐,๐๐๐ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อบทในอนุสัญญา ค.ศ.1904 จึงเห็นได้ว่า MOU 2543 อาจเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐแต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 224
ประการที่สาม
แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกไทย - กัมพูชาที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 จะไม่ได้รับการรับรองเนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ค.ศ. 1993 โดยเด็ดขาดภายใต้เขตแดนของตนตามที่กำหนดไว้ในแผนที่มาตราส่วน 1 : 1๐๐,๐๐๐ และมาตรา 55 ซึ่งกำหนดว่าสนธิสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนความเป็นกลาง และความเป็นเอกภาพของชาติแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา จะถูกยกเลิก
ดังนั้น หากแผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 เมื่อแล้วเสร็จ จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างแน่นอน ทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า
ประการที่สี่
การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย - กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอนตามที่กำหนดใน TOR 2546 โดยทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังตกลงที่ตั้งหลักเขตกันไม่ได้ซึ่งจะต้องเจรจากันต่อไป จึงมีความคืบหน้าเพียงราวร้อยละ 60 ของขั้นตอนที่ 1 ตาม TOR 2546 เท่านั้น
ประการที่ห้า
หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง กรอบและกฎเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมดแล้ว ไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ กรอบการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวร จะต้องเริ่มจากจุดนี้เท่านั้น
ทั้งนี้ ข้อ 2 ของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ได้ระบุว่า "ทั้งสองฝ่ายตกลงให้คงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม และจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมทั้งการลาดตระเวนตรงไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม"
ประการที่หก
กัมพูชามีพฤติกรรมที่ละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งชอบฉวยโอกาสเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้ การทำข้อตกลงใด ๆ กับกัมพูชาจึงต้องมีความรอบคอบและรัดกุมมากกว่าการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นทั่วไป ทั้งนี้ MOU 2543 เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีความรอบคอบและรัดกุมเพียงพอ ที่จะรับมือกับพฤติกรรมดังกล่าวของกัมพูชาได้
อ่านคำแถลงฉบับเต็มคลิกที่ >>>