svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

สว.มีมติเอกฉันท์ชงยกเลิก MOU 43 เตรียมส่งรัฐบาลอนุทินจัดการต่อ

24 มี.ค. 2569

กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ชงยกเลิก MOU 43 เตรียมส่งรัฐบาลอนุทินจัดการต่อ เปิด 6 เหตุสุดจี๊ด ชี้ชัด รธน.กัมพูชา ไม่มีวันรับรองเส้นเขตแดน ส่งผล MOU สูญเปล่า ไทยมีแต่เสียเปรียบ

24 มีนาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล อินนา สว.ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา วุฒิสภา ได้เผยแพร่คำแถลงการณ์ระบุ ทาง กมธ.ฯ ได้มีการประชุมพิจารณา หารือมาแล้ว จำนวน 20 ครั้ง ในการพิจารณาศึกษาของ กมธ.ได้แบ่งออกเป็นส่วน 2  คือ MOU 2543 และ MOU 2544 โดยในส่วนของ MOU 2544 กมธ. ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2544 และได้มีการแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวไปแล้ว เมื่อเดือน ธ.ค.68 
 

ส่วน MOU 2543 ล่าสุด คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ควรที่จะยกเลิก MOU 2543 ซึ่งแม้จะไม่มี MOU 2543 แต่ประเทศไทยยังคงมีเจตจำนงอันแน่วแน่ ในการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวรกับกัมพูชาโดยสันติต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยได้อธิปไตย สิทธิอธิปไตย เขตอำนาจ และประโยชน์อื่นที่พึงมี ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยการยกเลิกครั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญมีเหตุผลในการเลิก 6 ประการ 
 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล อินนา สว.

เปิดเหตุผล 6 ประการ ยกเลิก MOU 43 ชี้ชัด  รธน.กัมพูชา ยังไงก็ไม่มีวันรับรองเส้นเขตแดน  ส่งผลให้การทำเอ็มโอยูสูญเปล่า
 

ประการที่ 1  
 

ข้อกำหนด ข้อ 1 (ค) ข้อ 2 ข้อ 5 และข้อ 8 ของ MOU 2543 ทำให้เกิด ปัญหาที่เกี่ยวกับเขตแดนไทย - กัมพูชา สามารถสรุปในแต่ละข้อดังต่อไปนี้
 

ข้อ 1 (ค) ของ MOU 2543 เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแผนที่มาตราส่วน  1 : 2๐๐,๐๐๐ ที่กัมพูชายึดถือ ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 5๐,๐๐๐ ที่ไทยยึดถือ จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งในการปักปันเขตแดน เนื่องจากแผนที่ทั้งสองฉบับมีแนวเส้นสันปันน้ำที่แตกต่าง

 

ข้อ 2 ของ MOU 2543 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา หรือ JBC ไว้ แต่มิได้ให้อำนาจหน้าที่ ในการแก้ไขปัญหาในกรณีที่มีการละเมิด MOU  2543 ที่เกี่ยวกับการรุกล้ำเขตแดนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศของพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา จึงทำให้เมื่อเกิดปัญหาการละเมิด MOU 2543 โดยที่กลไกทาง JBC ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถดำเนินการแก้ไขตามที่ได้ตกลงกัน เนื่องจากอำนาจหน้าที่ไม่ครอบคลุมในเรื่องดังกล่าว

 

ข้อ 5 ของ MOU 2543 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดนเฉพาะกับหน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้นของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงประชาชนทั้งสองฝ่าย ที่ผ่านมา จึงปรากฏอย่างชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ประชาชนของฝ่ายตนในการรุกคืบเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน

 

ข้อ 8 ของ MOU 2543 กำหนดให้ระงับข้อพิพาทใด ๆ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา แต่เป็นที่ชัดเจนว่าที่ผ่านมาการใช้การปรึกษาหารือและเจรจาอย่างสันติวิธีกับฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ผล เพราะถ้าการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจาได้ คงจะไม่เกิดการสู้รบกันหลายครั้งในห้วงเวลาที่ใช้ MOU 2543 ซึ่งการสู้รบสองครั้งหลังสุด ทำให้ทหารและพลเรือนไทยเสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของ MOU 2543 กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น กลับเป็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
 

ประการที่ 2
 

MOU 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผล 2 ข้อ

 

1. คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติเห็นชอบแต่มีมติเพียงรับทราบเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 เรื่องที่นายกรัฐมนตรี อนุมัติให้ไปลงนามรับรอง MOU 2543 ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2531 ที่ได้กำหนดไว้ในข้อ 7 (8) ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบ

 

2. การยอมรับใน MOU 2543 ว่า "แผนที่มาตราส่วน 1:2๐๐,๐๐๐" เป็น "แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน" มีผลทำให้เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:2๐๐,๐๐๐ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อบทในอนุสัญญา ค.ศ.1904 จึงเห็นได้ว่า MOU 2543 อาจเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐแต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 224

 

ประการที่สาม  
 

แผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกไทย - กัมพูชาที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 จะไม่ได้รับการรับรองเนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ค.ศ. 1993 โดยเด็ดขาดภายใต้เขตแดนของตนตามที่กำหนดไว้ในแผนที่มาตราส่วน 1 : 1๐๐,๐๐๐ และมาตรา 55 ซึ่งกำหนดว่าสนธิสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนความเป็นกลาง และความเป็นเอกภาพของชาติแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา จะถูกยกเลิก

 

ดังนั้น หากแผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม MOU 2543 เมื่อแล้วเสร็จ จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างแน่นอน ทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า

 

ประการที่สี่ 
 

การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย - กัมพูชาตาม MOU 2543  มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอนตามที่กำหนดใน TOR 2546 โดยทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังตกลงที่ตั้งหลักเขตกันไม่ได้ซึ่งจะต้องเจรจากันต่อไป จึงมีความคืบหน้าเพียงราวร้อยละ 60  ของขั้นตอนที่ 1 ตาม TOR 2546 เท่านั้น

 

ประการที่ห้า
 

หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง กรอบและกฎเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมดแล้ว ไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ   เบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ กรอบการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวร จะต้องเริ่มจากจุดนี้เท่านั้น

 

ทั้งนี้ ข้อ 2 ของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ได้ระบุว่า "ทั้งสองฝ่ายตกลงให้คงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม และจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง รวมทั้งการลาดตระเวนตรงไปยังที่ตั้งของฝ่ายตรงข้าม"

 

ประการที่หก
 

กัมพูชามีพฤติกรรมที่ละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งชอบฉวยโอกาสเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้ การทำข้อตกลงใด ๆ กับกัมพูชาจึงต้องมีความรอบคอบและรัดกุมมากกว่าการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นทั่วไป ทั้งนี้ MOU 2543 เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีความรอบคอบและรัดกุมเพียงพอ ที่จะรับมือกับพฤติกรรมดังกล่าวของกัมพูชาได้  
 

สว.มีมติเอกฉันท์ชงยกเลิก MOU 43 เตรียมส่งรัฐบาลอนุทินจัดการต่อ
 

สว.มีมติเอกฉันท์ชงยกเลิก MOU 43 เตรียมส่งรัฐบาลอนุทินจัดการต่อ
 

 

อ่านคำแถลงฉบับเต็มคลิกที่ >>>

 

เนชั่นทั่วไทย

มะม่วงราคาตก เหลือกิโลละ 2 บาท | เนชั่นทั่วไทย | 24 มี.ค. 69 | PART 2

- ชาวสวนมะม่วงพิจิตรวิกฤต! ราคา "ฟ้าลั่น" ดิ่งเหลือกิโลกรัมละ 2 บาท เกษตรกรแบกภาระขาดทุนยับ  วอนรัฐเร่งช่วยเหลือด่วน

- อ่างทองวิกฤต! มะม่วง "มันเดือนเก้า" ราคาดิ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี เหลือเพียงกิโลกรัมละ 1-2 บาท ซ้ำร้ายไร้พ่อค้าคนกลางรับซื้อ ชาวสวนต้องจำใจเก็บผลสุกค้างต้นมาแปรรูปเป็นมะม่วงกวนประคองรายได้เลี้ยงครอบครัว

.

#วิกฤตราคามะม่วง  #มะม่วงฟ้าลั่น  #มะม่วงราคาตกต่ำ  #มะม่วงมันเดือนเก้า #ราคาตกต่ำสุดในรอบ10ปี #ช่วยเกษตรกรไทย  #พิจิตร #อ่างทอง #คลิปรายการ #เนชั่นทั่วไทย

เนชั่นทั่วไทย

วิกฤตน้ำมันกระทบ “เกษตรกรผู้เลี้ยง – ส่งกุ้ง” | เนชั่นทั่วไทย | 24 มี.ค. 69 | PART 1

 

-  สถานการณ์น้ำมันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ที่เริ่มได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและภาคการขนส่งที่ชะลอตัว

-น้ำมันขาดแคลนลามกระทบผู้ประกอบการขนส่งกุ้งก้ามกรามจ.กาฬสินธุ์ นำกุ้งสดจากบ่อส่งลูกค้าทั่วอีสาน เผยต้องปรับตัวลดเที่ยวขนส่ง กระทบถึงยอดขายลด ร้องภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข หวั่นกระทบต่อตลาดกุ้งก้ามกรามในเทศกาลสงกรานต์นี้