“วันนอร์” แนะ “นายกหนู-ไทย” วางตัวนิ่ง ดูทิศทางสงครามตะวันออกกลาง
05 มี.ค. 2569
แนะ “นายกหนู-ไทย” วางตัวนิ่ง ดูทิศทาง สงครามตะวันออกกลาง “พิพัฒน์” เผย “วันนอร์” คุย “อนุทิน” ยังประเมินไม่ได้สถานการณ์ยืดเยื้อหรือจบเร็ว
ข่าว
05 มี.ค. 2569
แนะ “นายกหนู-ไทย” วางตัวนิ่ง ดูทิศทาง สงครามตะวันออกกลาง “พิพัฒน์” เผย “วันนอร์” คุย “อนุทิน” ยังประเมินไม่ได้สถานการณ์ยืดเยื้อหรือจบเร็ว
5 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการพา นายวัน มูหะมัด นอร์ มะทา หรือ นายวันนอร์ เข้าหารือกับ นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้นายวันนอร์ ได้ให้คำแนะนำ ว่าในสถานการณ์ลักษณะนี้เราควรวางตัวอย่างไร ซึ่งตนขอไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่นายวันนอร์ ยังบอกด้วยว่า จุดยืนและการแสดงออกของไทย รวมถึงการวางตัวของนายกฯ ต่อสถานการณ์นี้ เหมาะสมแล้ว อยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเราต้องวางตัวเป็นกลาง
ส่วนนายวันนอร์ ได้แนะนำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยัง ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง สถานการณ์ที่จะก้าวต่อไป ไม่ว่าจะเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือถอยกลับมาในสถานการณ์ที่ไม่ดี หากเหตุการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น นายกรัฐมนตรี ก็อาจจะต้องเชิญนายวันนอร์ มาให้คำปรึกษาอีก
เมื่อถามว่า นายวันนอร์ ได้ให้คำปรึกษา หรือประเมินสถานการณ์ ว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเหตุการณ์ในปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถประเมินสถานการณ์ได้ ซึ่งในแต่ละชั่วโมงแต่ละวัน ก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องดูว่าเหตุการณ์ จะก้าวไปในทิศทางใด
นายวัน มูหะมัด นอร์ ขอให้เราวางตัวนิ่งๆ และดูว่ามีแนวโน้ม ไปในทิศทางใด
เมื่อถามต่อว่า วันนี้ได้มีการพูดคุยว่า จะต้องระมัดระวังและดูแลสถานที่สำคัญในไทย เช่น สถานทูตใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราต้องดูแลทุกฝ่ายอยู่แล้ว เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีทั้งฝ่ายที่ให้การสนับสนุน และฝ่ายที่มีการต่อต้าน เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นประเทศไทย เป็นรัฐบาล เราต้องให้เจ้าหน้าที่ของเรา ไปดูแลความปลอดภัย ของสถานทูตต่างๆ ที่มีกรณีพิพาทกันอยู่
เมื่อถามถึงกรณีคนไทย 200 คนที่จะรับกลับจากอิหร่าน จะมีความชัดเจนเมื่อไหร่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตอนนี้นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ว่า สามารถเดินทางไปทางไหนได้บ้าง ซึ่งเบื้องต้นต้องเดินทางด้วยทางบก ระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตร ไปที่ชายแดนตุรกี เพื่อขึ้นเครื่องบินจากตุรกีกลับไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการตัดสินใจ ว่า ผู้ที่จะเดินทางนั้นพร้อมหรือไม่ เพราะการเดินทางกว่า 1,000 กิโลเมตร ไม่ได้ง่าย ซึ่งเป็นภาวะสงคราม อาจมีด่านหรือผู้ไม่ประสงค์ดี ที่เราไม่สามารถคาดคะเนได้ จึงต้องประเมินสถานการณ์ให้ปลอดภัยมากที่สุด ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายคนไทยออกมา
เมื่อถามย้ำว่า การตัดสินใจนั้นเป็นของผู้เดินทางหรือรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องอยู่ในการประเมิน ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ซึ่งจะให้ข้อมูลทั้งหมดมาที่กระทรวงการต่างประเทศ และจะรายงานมายังนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ส่วนได้หารือเรื่องนี้กับ สถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ บอกว่า ตนไม่แน่ใจเพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้
ส่วนเรื่องความพร้อมของเครื่องบิน ที่จะรับคนไทยกลับนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า คงใช้เครื่องบินพาณิชย์แบบเหมาลำจากตุรกี ซึ่งจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า เนื่องจากการใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศ จะต้องมีการขออนุญาต เรื่องของความมั่นคง และประกันภัย ซึ่งมีความยุ่งยาก
