svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Business

ศึกตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลก ภูมิรัฐศาสตร์หนุน Safe Haven แต่เฟดอาจชะลอลดดอกเบี้ยจำกัดกรอบทอง

05 มี.ค. 2569

นักวิเคราะห์ชี้ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ - อิหร่าน ที่ยกระดับกำลังกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ทิศทางราคาทองคำระยะนี้ถูกดึงจาก 2 ปัจจัยที่สวนทางกัน คือ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่อีกด้านหนึ่งความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้เฟดชะลอการปรับลดดอกเบี้ย และกลายเป็นปัจจัยจำกัดกรอบการปรับขึ้นของทองคำในระยะสั้น

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์จาก GCAP GOLD เปิดเผยว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง หลังปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเพิ่มความเสี่ยงต่อการลุกลามเป็นสงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพและเป้าหมายของสหรัฐฯ ในหลายประเทศแถบอ่าวอาหรับ พร้อมประกาศปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยมีน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานโลกไหลผ่าน ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องหยุดการเดินเรือ และการขนส่งพลังงานเริ่มชะงัก หากสถานการณ์ยืดเยื้อมีโอกาสผลักดันราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป

ศึกตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลก ภูมิรัฐศาสตร์หนุน Safe Haven แต่เฟดอาจชะลอลดดอกเบี้ยจำกัดกรอบทอง
 

อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งตลาดเริ่มกังวลว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ย ล่าสุด Neel Kashkari ประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิส ระบุว่าเหตุการณ์โจมตีอิหร่านได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในปีนี้ เนื่องจากความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะปรับสูงขึ้นและกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป 

ทั้งนี้ เฟดกำลังจับตาว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานเพียงใด หากสงครามยืดเยื้อและราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจทำให้เฟดต้องชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงินออกไป ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะสั้น ส่งผลให้ทิศทางทองคำในช่วงนี้ถูกดึงจาก สองแรงสำคัญ คือแรงซื้อจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด
 

ในภาวะที่ตลาดยังอยู่ในโหมดรอดูความชัดเจนของทั้งพัฒนาการในตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงท้ายสัปดาห์ต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งเป็นตัวชี้สำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟด โดยตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 58,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 130,000 ตำแหน่ง สะท้อนสัญญาณว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว ซึ่งอาจเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ GCAP GOLD ประเมินว่า ราคาทองคำหลังปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ $5,420 มีแรงขายทำกำไรออกมา ทำให้โครงสร้างระยะสั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงปรับฐาน โดยมีแนวรับสำคัญที่ระดับ $5,000 ซึ่งเป็นระดับที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหากหลุดลงไปมีโอกาสเห็นแรงขายต่อเนื่องไปทดสอบโซน $4,860 ขณะที่ฝั่งขาขึ้นมีแนวต้านแรกที่ $5,260 และถัดไปที่ $5,340 โดยหากราคาสามารถปิดเหนือ $5,340 ได้อย่างชัดเจน จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่เปิดทางให้ราคากลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง ส่วนราคาทองคำไทย ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ ทยอยสะสม โดยโซนรับแรกอยู่บริเวณ 76,000–75,500 บาท และโซนที่สองบริเวณ 73,300 บาท เพื่อรอจังหวะแบ่งขายทำกำไรในกรอบ 78,500–79,500 บาท