"อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ" สรุป "กม.-การปฏิบัติ" การ "อพยพคนไทย" ในต่างแดน "กลับประเทศไทย"
05 มี.ค. 2569
"อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ" สรุป "กม.-การปฏิบัติ" การ "อพยพคนไทย" ในต่างแดน "กลับประเทศไทย"
ข่าว
05 มี.ค. 2569
"อดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ" สรุป "กม.-การปฏิบัติ" การ "อพยพคนไทย" ในต่างแดน "กลับประเทศไทย"
5 มีนาคม 2569 พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ อดีตที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรองเจ้ากรมพระธรรมนูญ เผยถึง หลักกฎหมายเกี่ยวกับการอพยพคนไทยในต่างประเทศกลับประเทศไทย ว่า
ตามที่มีการสู้รบรุนแรงระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจนส่งผลกระทบต่อความ ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยเป็นจำนวนมากที่อาศัยหรือทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ซึ่งไม่ทราบว่าสถานการณ์จะสงบเกิดสันติภาพเมื่อไร ปรากฏว่ามีคนไทยบางส่วนประสงค์จะกลับประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงได้เตรียมพร้อมในการรับคนไทยอพยพกลับประเทศไทย
โดยสั่งการให้กองบัญชาการกองทัพไทยดำเนินการในการอพยพดังกล่าว ที่ผ่านมามีการปฏิบัติการทางทหารไปรับคนไทยในต่างประเทศที่มีสถานการณ์ไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ซึ่งเรียกว่า การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง (Non Combatant Evacuation Operation : NEO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ"การปฏิบัติการทางทหารที่นอกเหนือจากสงคราม" (Military Operations other than War) กรณีที่รัฐบาลต่างประเทศไม่สามารถดูแลให้ความปลอดภัยแก่คนไทยได้
1.กรณีได้รับความยินยอมและร่วมมือจากรัฐบาลต่างประเทศซึ่งเป็นเจ้าบ้าน (Host Country) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสะดวกและสำเร็จด้วยดีหากได้รับความยินยอมและร่วมมือจากรัฐบาลต่างประเทศซึ่งเป็นประเทศเจ้าบ้าน
2.กรณีรัฐบาลต่างประเทศไม่ยินยอมและไม่ร่วมมือ รัฐบาลไทยก็ยังสามารถดำเนินการได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลประเทศหนึ่งสามารถส่งกองกำลังไปคุ้มครองคนในสัญชาติของตนในอีกประเทศหนึ่งได้ ถ้ารัฐบาลต่างประเทศนั้นไม่สามารถให้ความคุ้มครองปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยสามารถจัดส่งยานพาหนะและกองกำลังไปรับกลุ่มคนในสัญชาติกลับประเทศตนได้ แม้รัฐบาลต่างประเทศนั้นจะไม่ยินยอมก็ตาม ตาม
1.) อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล ค.ศ. 1963 ข้อ 3 (1. (ข)) ซึ่งได้กำหนดหน้าที่ของรัฐบาลต่างประเทศโดยคณะผู้แทนทางการทูตที่ต้องคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐและของคนชาติตัวเองตามที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาต
2.) หลักการเยียวยาตนเอง (Remedial Measure) ที่ให้ความสำคัญการอพยพคนในสัญชาติของตนอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และทั่วถึง
3.) หลักการแทรกแซงทางมนุษยธรรม (Humanitarian Intervention) ซึ่งกรณีที ่รัฐบาลต่างประเทศไม่ยินยอมนั้น กองกำลังทหารไทยจะต้องระมัดระวังในการใช้กำลังอาวุธ โดยใช้ในลักษณะป้องกันตนเอง (Self Defence) มิใช่การใช้กำลังอาวุธโจมตีทำลาย โดยจะต้องมีการจัดทำกฎการใช้กำลัง (Rules Of Engagement) เป็นการเฉพาะสำหรับการปฏิบัติภารกิจอพยพคนไทยในต่างประเทศกลับประเทศไทย ประการสำคัญจะต้องระมัดระวังจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นการรุกรานหรือละเมิดอำนาจอธิปไตยประเทศอื่น
ซึ่งบางครั้งอาจต้องแจ้งให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทราบโดยเร็วถึงความจำเป็นในการใช้กำลังไปคุ้มครองและรับผู้อพยพคนไทยกลับประเทศไทย โดยจะมีการใช้กำลังอาวุธเฉพาะเพื่อป้องกันชีวิตของผู้อพยพคนไทยและความปลอดภัยของกองกำลังทหารไทยในการปฏิบัติภารกิจไปรับผู้อพยพที่ตกในภยันตรายร้ายแรงเท่านั้น
ซึ่งทั้งสองกรณีจะต้องมีมาตรการการคัดกรอง/การพิสูจน์ทราบผู้อพยพที่จะเดินทางโดยยานพาหนะที่จัดโดยรัฐบาลไทย รวมทั้งการแจ้งให้ผู้อพยพทราบล่วงหน้าว่าสามารถนำสิ่งของติดตัวขึ้นยานพาหนะได้มากน้อย เพียงใด และการตรวจค้นสิ่งของหรือวัตถุอันตรายเพื่อไม่ให้นำติดตัวขึ้นยานพาหนะ ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพอากาศได้รับมอบหมายภารกิจอพยพคนไทยหลายครั้งที่ผ่านมา โดยมีประสบการณ์การอพยพจากการฝึก Cobra Gold หลายครั้งก่อนหน้านี้ รวมทั้งการฝึกในปีนี้ก็มีการฝึกอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง
รัฐบาลไทยสามารถสั่งการให้กองบัญชาการกองทัพไทยและกองทัพอากาศไปปฏิบัติการอพยพคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับประเทศไทยได้ ซึ่งเป็นการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีประสบการณ์การปฏิบัติภารกิจอพยพมาหลายครั้ง และสำเร็จลุล่วงด้วยดี เป็นอีกคำตอบหนึ่งอธิบายได้ว่า “ทหารมีไว้ทำไม”
