สื่ออิหร่านอวด "เมืองขีปนาวุธใต้ดิน" คลังแสงขนาดยักษ์
05 มี.ค. 2569
สื่ออิหร่านเผยแพร่ภาพ "ห้องนิรภัยมรณะ" ภายใน "เมืองขีปนาวุธ" ใต้ดิน ที่ใช้เก็บโดรนและจรวดพลีชีพ คลังแสงขนาดยักษ์ ที่ใช้โจมตีและสร้างความเสียหายไปทั่วตะวันออกกลาง
ข่าว
05 มี.ค. 2569
สื่ออิหร่านเผยแพร่ภาพ "ห้องนิรภัยมรณะ" ภายใน "เมืองขีปนาวุธ" ใต้ดิน ที่ใช้เก็บโดรนและจรวดพลีชีพ คลังแสงขนาดยักษ์ ที่ใช้โจมตีและสร้างความเสียหายไปทั่วตะวันออกกลาง
5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวฟาร์ส (Fars News Agency) ของอิหร่านได้เผยแพร่ภาพ เมืองขีปนาวุธ ใต้ดินขนาดใหญ่ คลังแสงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยโดรนพลีชีพและขีปนาวุธ ขณะที่อิหร่านกำลังสร้างความเสียหายไปทั่วตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นว่า ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ที่กำลังถูกอิหร่านโจมตีอย่างหนักบนสถานการณ์ความขัดแย้ง อาจขาดแคลนอาวุธต่อต้านโดรน ในสงครามอิหร่านครั้งนี้
ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ใช้อาวุธป้องกันประเทศของตนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ที่สั่งสมอยู่ในบังเกอร์ของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps) หรือ IRGC ซึ่งเป็นอุโมงค์ทอดยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด มีภาพขนาดใหญ่ของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คามาเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน วัย 86 ปี ที่ถูกสังหารในการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯกับอิสราเอล เมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.69) อยู่เหนืออาวุธจำนวนมหาศาล
บนเพดานประดับด้วยธงชาติ ด้านล่างเป็นรถบรรทุกขนส่งเครื่องยิงโดรนพลีชีพ ชาเฮด (Shahed) ที่มีต้นทุนการผลิตเพียงหลักหมื่นดอลลาร์ และใช้เวลาในการผลิตไม่นาน ที่รัสเซียใช้ในการทำสงครามกับยูเครนด้วย ซึ่งเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.69) อิสราเอลได้ยอมรับว่า อิหร่านยังคงมีศักยภาพในการยิงขีปนาวุธใส่ศัตรูอยู่มาก ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นว่า เทคโนโลยีต่อต้านโดรนมี "ราคาแพงเกินไป" ที่จะใช้งานได้ในปฏิบัติการทางทหารระยะยาว
ตัวอย่างเช่น ขีปนาวุธแพทริออตที่ผลิตโดยสหรัฐฯ อาจมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า 5 ล้านดอลลาร์ ส่วนระบบป้องกันขีปนาวุธ "ธ้าด" (THAAD) อาจมีราคา 13 ล้านดอลลาร์ ทั้ง 2 ระบบยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการส่งออก ในทางกลับกัน โดรนสังหารเพียงลำเดียวอาจมีราคาเพียง 20,000 ดอลลาร์ ที่ย่อมหมายถึงว่า การโจมตีของอิหร่านจะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องง่ายขึ้นมาก
อิหร่านใช้โดรนโจมตีเป้าหมายที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ที่ต้องใช้งบฯหลายล้านดอลลาร์ในการสกัดกั้นการโจมตีเหล่านั้น โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ยิงสกัดขีปนาวุธ ที่ยิงมาทั้งหมด 541 ลูกได้ถึง 92% แต่เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า 700 ล้านดอลลาร์
จากการประเมินพบว่า ต้องใช้เครื่องสกัดกั้นโดรนราคาสูงถึง 4 ล้านดอลลาร์ เพื่อยิงโดรนตกเพียงลำเดียว ในทางกลับกัน อิหร่านใช้เงินเพียง 10 ล้านดอลลาร์ สำหรับฝูงโดรนที่มุ่งเป้าไปที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และยิงโดรนมากกว่า 2,500 ลำต่อวัน ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศรับมือไม่ไหว ถือเป็นกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อเอาชนะระบบป้องกันราคาแพงเหล่านั้น
แม้ว่าขีปนาวุธส่วนใหญ่จะถูกยิงตก แต่ก็มีบางส่วนที่หลุดรอดไปได้ รวมถึงการโจมตีด้วยโดรนที่สร้างความเสียหายให้กับสถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบ นักวิเคราะห์ชี้ว่า ด้วยอัตราปัจจุบัน อุปกรณ์อาจหมดภายใน 4 วัน เพราะเครื่องสกัดกั้นถูกใช้งานด้วยความรวดเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตกเป็นการโจมตีด้วยขีปนาวุธประมาณ 200 ลูก ขีปนาวุธร่อน 8 ลูก และโดรน 689 ลำ
แม้ว่าขีปนาวุธทั้งหมดจะถูกสกัดกั้นได้ แต่โดรน 44 ลำ ก็ยังสามารถโจมตีได้สำเร็จ ซึ่งบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ก็เผชิญกับการโจมตีอย่างหนักเช่นกัน
