ปมร้อนสแกนม่านตาสารตั้งต้น“ภูมิใจไทย” ตัด “กล้าธรรม”
19 ก.พ. 2569
ปมร้อนสแกนม่านตาสารตั้งต้น “ภูมิใจไทย” ตัด “กล้าธรรม” อัปเดตคดีล่าสุด ดีเอสไอส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช. แล้ว จ่อตั้งอนุไต่สวน
ข่าว
19 ก.พ. 2569
ปมร้อนสแกนม่านตาสารตั้งต้น “ภูมิใจไทย” ตัด “กล้าธรรม” อัปเดตคดีล่าสุด ดีเอสไอส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช. แล้ว จ่อตั้งอนุไต่สวน
19 กุมภาพันธ์ 2569 แหล่งข่าวระดับสูงจากดีเอสไอ ซึ่งอยู่ในทีมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ร่วมสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องในคดีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตฯ ยอมรับกับ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี ว่า บันทึกถ้อยคำของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตามที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อบางแขนงนั้น เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปตามที่สื่อนำเสนอ โดยมีการให้ถ้อยคำพาดพิงถึง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า บางส่วน
แต่ในชั้นของ ดีเอสไอ ไม่ได้มีการเชิญ ร้อยเอกธรรมนัส มาให้ถ้อยคำในประเด็นที่ถูกพาดพิง เพราะเป็นข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ ดีเอสไอจึงมีหน้าที่เพียงรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงเบื้องต้น ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับไปพิจารณาต่อเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็มีอำนาจพิจารณาว่า จะรับไว้ไต่สวนเอง หรือจะส่งสำนวนกลับมาให้ดีเอสไอดำเนินการต่อจนจบกระบวนการ
คดีสแกนม่านตา เลยขั้นตอนเชิญ “ผู้กอง” เข้าให้ถ้อยคำ
ฉะนั้นตามข่าวที่ระบุว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะเชิญ ร้อยเอกธรรมนัส เข้าให้ถ้อยคำนั้น จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะได้สรุปสำนวนเบื้องต้นส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้ว หลังจากนี้ฝ่าย ป.ป.ช.จะเป็นผู้พิจารณาว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือจะเรียกบุคคลใดเข้าให้ถ้อยคำเพิ่มเติมบ้าง ยกเว้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะประสานกลับมา แล้วมอบหมายให้ดีเอสไอดำเนินการ
ป.ป.ช.รับเรื่อง - จ่อตั้งอนุไต่สวน ลุยเรียกสอบทุกคน!
ด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. บอกว่า เพิ่งได้รับสำนวนการสอบสวนเบื้องต้นจากดีเอสไอ ยังไม่ถึงขั้นตอนการตั้งคณะไต่สวน และยังไม่ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณา แต่ตามขั้นตอนคาดว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และจะเรียกผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามาให้ถ้อยคำทั้งหมด รวมถึงบุคคลที่ตกเป็นข่าวด้วย
“จะเรียกมาให้ถ้อยคำทุกคน ไม่สนหน้าอินหน้าพรหมที่ไหน” แหล่งข่าวระดับสูงจาก ป.ป.ช. กล่าว
รู้จักธุรกิจ “สแกนม่านตา” สุดอ่อนไหว - เสี่ยงมหันต์
การตรวจสอบธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตฯ ซึ่งดีเอสไอดำเนินการ กระทั่งรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเกี่ยวข้องนั้น
ต้นสายปลายเหตุมาจากกระแสฮือฮา “สแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล” ที่คนไทยแห่ไปต่อคิวจนกลายเป็นประเด็นร้อนและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
กระแสสแกนม่านตาแลกเงิน เพียงแค่สบตากับเครื่อง Orb Scanner หลายคนอาจไม่ทราบว่า อัตลักษณ์ดวงตาจะถูกถอดรหัสเป็น Iris Code แลกกับเงินสดเพียงหลักพันบาท
แม้จะได้เงินทันใจ แต่ผลที่ได้กลับไม่คุ้มเสีย เพราะผู้ที่สแกนม่านตากำลังมอบข้อมูลชีวมิติที่อ่อนไหวที่สุดให้ผู้อื่น หากข้อมูลส่วนตัวนี้หลุดไปอยู่ในมืออาชญากรรมไซเบอร์ ความเสียหายที่ตามมาจะเกินกว่าจะประเมินค่าได้
มีการตั้งสมมติฐานว่า แม้เจ้าของม่านตาที่ถูกสแกนจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ม่านตานั้นสามารถถูกโคลนนิ่งไปทำอาชญากรรมไซเบอร์ได้อีก
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ม่านตาคือ อัตลักษณ์ที่เฉพาะตัวยิ่งกว่าลายนิ้วมือ เทคโนโลยี Proof of Human ของ World ID พยายามแยกมนุษย์ออกจาก AI
ในมุมเทคนิค แม้มนุษย์เจ้าของม่านตาจะเสียชีวิต แต่อัตลักษณ์ในรูปแบบดิจิทัลยังคงอยู่ หากข้อมูลรั่วไหล มันคือกุญแจดอกถาวรที่สุดที่เปิดประตูเข้าสู่ธุรกรรมทุกอย่างของเจ้าของม่านตานั้น
ส่วนประเด็นข้อกฎหมาย กรณีบริษัทต่างชาติมาเก็บข้อมูลม่านตาโดยไม่ระบุวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนนั้น พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPC กล่าวว่า ม่านตาคือ “ข้อมูลชีวมิติ” หรือ Biometric ซึ่งตามมาตรา 26 ของกฎหมาย PDPA หรือ Personal Data Protection Act ซึ่งก็คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 นั้น จัดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ต้องได้รับการคุ้มครองเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเคสที่เป็นข่าว ถือว่าผิดและต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และสั่งให้ลบข้อมูล หลังจากนี้ข้อห่วงกังวลคือ ต้องติดตามดูว่า บริษัทผู้ให้บริการสแกนม่านตาจะลบข้อมูลของคนไทยจริงหรือไม่
มีรายงานด้วยว่า คดีของดีเอสไอที่เกี่ยวกับธุรกิจสแกนม่านตา ซึ่งมีการโยงถึง เบน สมิธ และเชื่อมถึงนักการเมืองคนสำคัญจากพรรคการเมืองใหญ่ คือเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับการจับขั้วตั้งรัฐบาล และวางตัวว่าที่รัฐมนตรี
เนื่องจากพรรคการเมืองที่จะจับมือกันตั้งรัฐบาล ต้องยอมรับเงื่อนไขไม่ให้แกนนำพรรคที่มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีต่างๆ เข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อป้องกันการถูกร้องในประเด็นมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งจะไม่โดนเฉพาะตัวรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา แต่จะลามถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบการเสนอชื่อรัฐมนตรีด้วย เหมือนกับที่อดีตนายกฯเศรษฐา ทวีสิน เคยโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งมาแล้ว กรณีแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม้ต่อมา นายพิชิต ลาออก แต่ก็ไม่มีผลให้ศาลรัฐธรรมนูญเลิกล้มการวินิจฉัยคดี
มีรายงานว่า พรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขนี้โดยดุษฎี และจะไม่มีการส่งชื่อแกนนำพรรคที่มีความเสี่ยง เข้าเป็นรัฐมนตรีในโควตาของพรรค นอกจากนั้นแกนนำหลายคนที่อาจถูกมองว่าเคยเคลื่อนไหวเป็นปฏิปักษ์ หรือยืนตรงกันข้ามกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย ก็จะเว้นวรรค ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลภูมิใจไทยด้วย มีรายงานว่าหนึ่งในนั้นคือ คุณภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกฯ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลแพทองธาร ซึ่งมีบทบาทสูงในกรณีเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และการดำเนินคดีฮั้ว สว. ในส่วนของคดีพิเศษ ข้อหา “อั้งยี่ ฟอกเงิน”
ส่วนพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้รับเชิญไปร่วมแถลงข่าวที่พรรคภูมิใจไทย เหมือนพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กอื่นๆ ก็เป็นเพราะยังไม่ยอมตกลงเงื่อนไขนี้ โดยยังมีแนวโน้มจะส่งชื่อแกนนำพรรคที่มีความสุ่มเสี่ยงมีปัญหาข้อกฎหมาย เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลภูมิใจไทย ทำให้ทางแกนนำพรรคภูมิใจไทยชะลอการเจรจาตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคกล้าธรรม
เบื้องลึกพบว่า แกนนำภูมิใจไทยคุยจบนานแล้วว่าให้ “ตัดกล้าธรรม” ออกจากหลายเหตุผล
- แกนนำกล้าธรรม “ตำบลกระสุนตก”
- ปม เบน สมิธ , ธุรกิจสแกนม่านตา , ปัญหาเสียบในสนามเลือกตั้ง
แต่ที่ผ่านมาไม่แถลงชัดๆ เพราะมารยาททางการเมือง ยังร่วมรัฐบาลกันอยู่ แต่อาการที่แสดง “ทำให้รู้ และดูออก”
- ตั้งรัฐบาล 280-290 เสียง
- พรรคใหญ่ 2 พรรค ภูมิใจไทย + เพื่อไทย
- ที่เหลือเป็นพรรคเล็ก
- ปลอดภัยจากการโจมตีทางการเมือง และนิติสงคราม
- บ้านใหญ่ในภูมิใจไทย “หายใจคล่อง”
- เตรียมแผนรับมือฝ่ายค้าน “3 ประชา + กล้าธรรม”
