ฟ้องศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำสั่งปม บาร์โค้ด เป็น บัตรเสีย
16 ก.พ. 2569
ชาวโคราช ยื่นฟ้องกกต. ต่อศาลปกครองสูงสุด ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด เดือด! ขอให้ศาลมีคำสั่ง เป็นบัตรเสีย ไม่นับคะแนน พร้อมคุ้มครองชั่วคราวไม่รับรองผลการเลือกตั้ง
ข่าว
16 ก.พ. 2569
ชาวโคราช ยื่นฟ้องกกต. ต่อศาลปกครองสูงสุด ปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด เดือด! ขอให้ศาลมีคำสั่ง เป็นบัตรเสีย ไม่นับคะแนน พร้อมคุ้มครองชั่วคราวไม่รับรองผลการเลือกตั้ง
16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลปกครองสูงสุด นายอัครวัฒน์ อายุ 56 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ยื่นฟ้อง กกต. , สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 คำฟ้องสรุปว่า ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในการเลือกตั้งล่วงหน้า และการเลือกตั้งทั่วไป และลงคะแนนออกเสียงประชามติ แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ได้ร่วมกันจัดทำเครื่องหมายบาร์โค้ด ไว้ ที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) และมีเลขรหัสลับไว้ที่ต้นขั้วสมุดฉีกบัตรเลือกตั้ง เมื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิลงคะแนน จะต้องมีการลงลายมือชื่อกำกับ ในต้นขั้วของสมุดฉีกบัตร ที่มีเลขรหัสลับอยู่ด้วยในต้นขั้วเดียวกัน และในบัตรลงคะแนน แบบบัญชีรายชื่อ ท้ายบัตรยังได้มีการพิมพ์รูปบาร์โค้ด
เมื่อสแกนหรือสืบค้นที่บาร์โค้ด ทำให้สามารถสืบค้นได้ว่า เป็นต้นขั้วมาจากสมุดฉีกบัตรเล่มใด เลขที่ใด รวมตลอดถึงทำให้ทราบได้ว่าผู้ใช้สิทธิคนใดเป็น ผู้ลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้วสมุดฉีก ดังนั้น การออกระเบียบหรือมติของ กกต. ถือเป็นการใช้ดุลยพินิจในการบริหารจัดการเรื่องทางการเลือกตั้ง ซึ่งการออกระเบียบหรือมติเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนในการดำเนินการเลือกตั้ง รวมถึงการกำกับดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย การออกระเบียบหรือมติของ กกต. จึงถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง
แต่ขณะเดียวกัน บัตรออกเสียงประชามติ กลับไม่มีการทำเครื่องหมายบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด ลงในบัตรหรือต้นขั้วแต่อย่างใด ส่อให้เห็นเจตนาทุจริตว่าจงใจกระทำลงเฉพาะในบัตรเลือกตั้งและต้นขั้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อเท่านั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 กระทำไปโดยมิชอบ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและระเบียบ
แม้ว่าผู้ถูกฟ้องที่ 2 จะแถลงข่าวกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันมิให้มีบัตรปลอม แต่ไม่มีบทกฎหมายใดที่ให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 ให้จัดทำได้ เป็นการจงใจกระทำละเมิดโดยเจตนาทุจริตและขัดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรง และยังขัดแย้งต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง ดังนี้ 1.ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) และบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ( บัตรสีเขียว ) เป็นบัตรเสีย และไม่ให้นับเป็นคะแนน
2. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี เผาหรือทำลายบัตร เลือกตั้งตามข้อ 1 โดยเปิดเผยต่อสาธารณะ
3.เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ ขอศาลได้โปรดคุ้มครองชั่วคราว ไม่รับรองผลการเลือกตั้ง
4.ขอให้ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งลงโทษ ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 (แก้ไขเพิ่มเติม ) มาตรา 23 มาตรา 96 มาตรา 144 มาตรา 149 และมาตรา 164
5.ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งเพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ ขอศาลได้โปรดเร่งพิจารณาคดีนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนผู้ถูกฟ้องที่ 1 ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
