เนชั่นทีวี

ข่าว

รัฐบาลแจง ไอซ์ รักชนก ปมงบบ่อบาดาล ยันตามเขต สส. ไร้เอื้อภูมิใจไทย

06 ส.ค. 2569 | titayu_pur

รัฐบาลแจง ไอซ์ รักชนก ปมงบบ่อบาดาล ยันตามเขต สส. ไร้เอื้อภูมิใจไทย

รัฐบาลโต้ 'รักชนก' ปมงบบ่อบาดาล 6.5 พันล้าน ชี้จัดสรรตามสัดส่วน สส. เขตและผลเลือกตั้ง ไร้เอื้อภูมิใจไทย เผยพรรคประชาชนได้งบเฉลี่ยต่อแห่งสูงสุด

รัฐบาลโต้ 'รักชนก' ปมงบบ่อบาดาล 6.5 พันล้าน ชี้จัดสรรตามสัดส่วน สส. เขตและผลเลือกตั้ง ไร้เอื้อภูมิใจไทย เผยพรรคประชาชนได้งบเฉลี่ยต่อแห่งสูงสุด

KEY

POINTS

  • รัฐบาลโต้ข้อสังเกตรักชนก: ยันงบบ่อบาดาล 6,541.98 ล้านบาท ไม่ได้จัดสรรเอื้อพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นไปตามสัดส่วน สส. เขตที่ชนะเลือกตั้งเพิ่มขึ้น
     
  • พิกัดเดิมแต่เขตเปลี่ยน: ชี้โครงการบ่อบาดาล 858 แห่งมีพิกัดตั้งเดิม การจำแนกตามพรรคจึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเขตเลือกตั้ง ไม่ใช่การย้ายงบประมาณ
     
  • พรรคประชาชนได้งบเฉลี่ยสูงสุด: ฝ่ายค้านยังคงได้รับการจัดสรรตามปกติ โดยเมื่อคำนวณวงเงินเฉลี่ยต่อแห่ง พบว่าพื้นที่ของพรรคประชาชนได้รับวงเงินสูงสุด

6 สิงหาคม 2569 รองโฆษกรัฐบาล ออกมาชี้แจงกรณี ไอซ์ รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดสรร งบบ่อบาดาล วงเงิน 6,541.98 ล้านบาท ที่พบการกระจุกตัวในพื้นที่ พรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่า จำนวนโครงการ 858 แห่งที่เพิ่มขึ้น เป็นไปตามสัดส่วนจำนวน สส. เขตที่ชนะการเลือกตั้ง และแผนที่การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป  ไม่ใช่การจัดสรรงบเอื้อประโยชน์ทางการเมือง พร้อมระบุชัดว่า พิกัดบ่อน้ำบาดาลไม่ได้มีการย้ายตำแหน่ง และหากคำนวณวงเงินเฉลี่ยต่อแห่ง พบว่าพื้นที่ของพรรคประชาชนได้รับงบประมาณสูงที่สุด


นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง วงเงิน 6,541.98 ล้านบาท กระจุกตัวอยู่ในเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ว่า รัฐบาลเคารพบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ แต่ขอให้พิจารณาข้อมูลอย่างครบถ้วน เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวสามารถอธิบายได้ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและจำนวนเขตพื้นที่ ที่แต่ละพรรคชนะการเลือกตั้ง ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการจัดสรรงบประมาณตามสังกัดพรรคการเมือง 



นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงประการแรกคือ จำนวนโครงการที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตที่เพิ่มขึ้น โดยพรรคภูมิใจไทยมี สส. แบบแบ่งเขตเพิ่มจาก 68 คนในปี 2566 เป็น 172 คนในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.53 เท่า ขณะที่จำนวนโครงการชุดเดิมที่ตกอยู่ในเขตของพรรคเพิ่มจาก 201 แห่ง เป็น 487 แห่ง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.42 เท่า

 

“เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งชนะเลือกตั้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าครึ่ง จำนวนโครงการเดิมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นย่อมเพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันตามธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องใช้สมมติฐานเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองมาอธิบาย” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว 



โพสต์ของ ไอซ์ รักชนก

 

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาว่า โครงการทั้ง 858 แห่งเป็นโครงการชุดเดิม วงเงินเดิม และพิกัดเดิมทุกแห่ง แต่เมื่อนำไปวางบนแผนที่เขตเลือกตั้งปี 2566 กลับพบว่าพรรคเพื่อไทยมีโครงการอยู่ในพื้นที่มากที่สุด 257 แห่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยอยู่อันดับสองที่ 201 แห่ง

 

“บ่อบาดาลไม่ได้ย้ายตำแหน่งแม้แต่แห่งเดียว สิ่งที่เปลี่ยนคือเส้นเขตเลือกตั้งและผู้ชนะในแต่ละเขต ดังนั้น ตัวเลขที่ได้จากการจำแนกโครงการตามพรรคของผู้ชนะเลือกตั้ง จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแผนที่การเมือง มากกว่าจะสะท้อนเจตนาในการจัดสรรงบประมาณ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

 

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงประการที่สองคือ พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรโครงการเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นฝ่ายค้านได้รับโครงการ 142 แห่ง วงเงินประมาณ 1,090.84 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.6 ของโครงการทั้งหมด มากเป็นอันดับสาม

 

เมื่อคำนวณจำนวนโครงการต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน พรรคกล้าธรรมได้รับเฉลี่ย 2.45 แห่งต่อคน ใกล้เคียงกับพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับ 2.52 แห่งต่อคน และสูงกว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับเฉลี่ย 2.04 แห่งต่อคน

 

“หากการจัดสรรโครงการเป็นการตอบแทนพรรคร่วมรัฐบาลตามที่มีการตั้งข้อสังเกต ก็ย่อมต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดพรรคฝ่ายค้านจึงได้รับโครงการมากเป็นอันดับสาม และได้รับเฉลี่ยต่อสมาชิกหนึ่งคนสูงกว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

 

ในทางกลับกัน พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน กลับมีจำนวนโครงการในเขตลดลงจาก 157 แห่ง เหลือเพียง 11 แห่ง หรือลดลงประมาณร้อยละ 93 ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อกล่าวหาว่าการจัดสรรโครงการยึดตามสถานะการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

 

รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ข้อเท็จจริงประการที่สามคือ เมื่อคำนวณวงเงินเฉลี่ยต่อโครงการหนึ่งแห่ง พื้นที่ของพรรคประชาชนกลับได้รับวงเงินเฉลี่ยสูงที่สุดในโครงการ อยู่ที่ประมาณ 7.81 ล้านบาทต่อแห่ง สูงกว่าพรรคภูมิใจไทยซึ่งได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.64 ล้านบาทต่อแห่ง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้งโครงการที่ประมาณ 7.62 ล้านบาทต่อแห่ง

 

ขณะที่พื้นที่ของพรรคกล้าธรรมได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.68 ล้านบาทต่อแห่ง พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.52 ล้านบาทต่อแห่ง และพรรคพลังประชารัฐได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.50 ล้านบาทต่อแห่ง

 

“วงเงินเฉลี่ยของทุกพรรคอยู่ในช่วงใกล้เคียงกันระหว่างประมาณ 7.50–7.81 ล้านบาทต่อแห่ง และพื้นที่ของพรรคประชาชนได้รับวงเงินเฉลี่ยสูงที่สุดด้วยซ้ำ ตัวเลขนี้จึงไม่สนับสนุนข้อกล่าวหาว่ามีการเลือกจัดโครงการมูลค่าสูงให้พื้นที่ของพรรคใดเป็นการเฉพาะ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

 

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความแตกต่างของวงเงินในแต่ละแห่ง เกิดจากข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมและสภาพพื้นที่ เช่น ความลึกของบ่อ ระยะทาง และความยาวของระบบท่อส่งน้ำ ไม่ได้แปรผันตามสังกัดพรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่

 

“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบทุกขั้นตอน แต่การสรุปว่ามีการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองควรพิจารณาข้อมูลทั้งหมด ทั้งจำนวนเขตที่แต่ละพรรคชนะเลือกตั้ง สถานะของพรรคที่ได้รับโครงการ และวงเงินเฉลี่ยต่อแห่ง ไม่ใช่นำจำนวนโครงการที่ตกอยู่ในเขตของพรรคใดพรรคหนึ่งเพียงตัวเลขเดียวมาใช้สรุปเจตนา” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว

 

“ข้อเท็จจริงชี้ชัดว่า จำนวนโครงการสัมพันธ์กับจำนวนพื้นที่ ที่แต่ละพรรคชนะเลือกตั้ง พรรคฝ่ายค้านก็ได้รับการจัดสรรในสัดส่วนสูง และพื้นที่ของพรรคประชาชนยังได้รับวงเงินเฉลี่ยต่อแห่งสูงที่สุด รัฐบาลจึงขอให้การตรวจสอบดำเนินไปบนข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับทั้งความโปร่งใสและประโยชน์จากโครงการน้ำสะอาดอย่างแท้จริง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว 



โพสต์ของ ไอซ์ รักชนก

 

 

ข่าวล่าสุด