4 พรรคใหญ่ 3 เป้าหมาย ปราศรัยปิดเวที ทำไมยังต้องทำในยุคโซเชียล
07 ก.พ. 2569
4 พรรคใหญ่ 3 เป้าหมาย ปราศรัยใหญ่ปิดเวที ก่อนวันเลือกตั้ง “ยุทธพร” ชี้เหตุความจำเป็นที่นักเลือกตั้งยังต้องทำ ในยุคการหาเสียงด้วยโซเชียล
ข่าว
07 ก.พ. 2569
4 พรรคใหญ่ 3 เป้าหมาย ปราศรัยใหญ่ปิดเวที ก่อนวันเลือกตั้ง “ยุทธพร” ชี้เหตุความจำเป็นที่นักเลือกตั้งยังต้องทำ ในยุคการหาเสียงด้วยโซเชียล
7 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายถึงการสื่อสารทางการเมือง และสัญลักษณ์ทางการเมือง ในการ “ปิดเวทีปราศรัยใหญ่” หรือ “ปราศรัยเวทีสุดท้าย” ของ 4 พรรคการเมืองใหญ่ ก่อนถึงวันเลือกตั้ง
1.เพื่อเปิดพื้นที่สื่อสารในการขมวดนโยบาย จุดยืนของพรรค และบทบาทของแคนดิเดตนายกฯ ในช่วง 50 เมตรสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง (ไม่ใช่โค้งสุดท้าย แต่เป็นทางตรง 50 เมตรสุดท้าย)
2. เช็คเรตติ้ง โดยการรวบรวมกองเชียร์เพื่อประเมินพลัง ทั้งในพื้นที่จริง คือ ออนกราวด์ และยอดรับชมออนไลน์ หรือติดตามชมในไลฟ์สด เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ
3.สร้างระบบนิเวศทางการเมือง ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกถึงความเป็น "ชุมชน" ว่า ตนเองไม่ได้เชียร์อยู่คนเดียวในโลกโซเชียล แต่มีพวกพ้องจำนวนมาก ซึ่งจะสัมผัสได้จากการไปร่วมเวทีแบบออนกราวด์เท่านั้น
**ฉะนั้นการจัดเวทีปราศรัยแบบ “เวทีใหญ่” จึงยังจำเป็น แม้หลายคนจะบอกว่า ทุกวันนี้การหาเสียงย้ายไปอยู่ในโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่แล้วก็ตาม
1. พรรคประชาชน - อาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
- เลือกใช้สนามกีฬาขนาดใหญ่ สะท้อนถึงความมั่นใจในฐานเสียง "ออร์แกนิค" เพราะถ้าคนมาไม่เต็ม จะเห็นความโล่งชัดเจน
- เลือกสถานที่ปิด (ศูนย์กีฬาในร่ม) เพื่อให้สามารถจัดโปรดักชั่นได้อลังการ แสงสีเสียงจัดเต็ม
- เน้นรูปแบบที่ทันสมัย เช่น เมื่อปี 66 ใช้เวทีทรงกลมแบบคอนเสิร์ต เพื่อสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม
- เป็นการเช็กกระแสในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายหลัก
2. พรรคเพื่อไทย - สนามเทพหัสดิน
- ใช้สนามกีฬาขนาดใหญ่ สื่อถึงความเป็น "พรรคใหญ่" ที่ต้องรวบรวมคนจำนวนมากเพื่อแสดงพลังในโค้งสุดท้าย
- มุ่งเน้นการส่ง Message ผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียเพื่อให้เกิดการ "พาดหัวข่าว" ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของคนที่ยังลังเล
- ให้รอฟัง “หนิมฝากอะไรถึงหนู” เพื่อเป็นกระแสในโซเชียล เป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์และเว็บในวันรุ่งขึ้น ก่อนวันเลือกตั้ง
3. พรรคประชาธิปัตย์ - One Bangkok
- เลือกสถานที่ "หรูหรา" มีความเป็นเมืองสูง ต่างจากภาพลักษณ์ในอดีตที่เน้นความติดดิน
- อาจเป็นการปรับภาพลักษณ์เพื่อเจาะกลุ่มคนเมืองมากขึ้น
- การเลือกสถานที่ที่ไม่กว้างขวางนัก แนวกะทัดรัดช่วยลดความเสี่ยงหากคนมาร่วมน้อย ซึ่งจะดูดีกว่าการไปจัดในพื้นที่เปิดกว้าง
4. พรรคภูมิใจไทย - ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
- เลือกสถานที่ระดับพรีเมียมใจกลางเมือง ทั้งที่มีฐานเสียงหลักอยู่ในต่างจังหวัด
- สะท้อนถึงความพยายามยกระดับพรรคเข้าสู่ความเป็น "พรีเมียม"
- ใช้สถานที่ในร่มที่ควบคุมบรรยากาศและเทคนิคแสงสีได้ง่าย
- สถานที่ไม่ใหญ่มากนัก ป้องกันความโหรงเหรง
- พรรคประชาชน ไม่เน้นขายตัวบุคคลบนป้าย แต่เน้น "ตัวพรรค" และ "หมายเลข 46” ให้ชัดเจนที่สุด เพื่อแก้จุดอ่อนเรื่องหมายเลขที่จำยาก แต่ก็สะท้อนปัญหา “วิกฤตความนิยมของตัวผู้นำ” ของพรรคประชาชน
- พรรคอื่นๆ ยังคงเน้นการขายตัวบุคคล แคนดิเดตนายกฯ หรือผู้ช่วยหาเสียงที่มีชื่อเสียงเพื่อดึงคะแนนจาก ความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ
