นายสีหศักดิ์ ได้ฉายผลงานการทำงานตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศวันแรก ที่ต้องรับมือกับปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ที่ซ้ำเติมทั้งการท่องเที่ยวหุ้น และนักลงทุนต่างประเทศ จนสามารถพลิกเกม เอาพื้นที่อธิปไตยคืนมา และได้เปรียบในเวทีโลก พร้อมระบุ ปัจจุบันทุกคนอยากให้มีการสร้างรั้วแต่ตนคิดว่า รั้วที่ดีที่สุด ต้องมี 3 ชั้นคือ 1. ความเข้มแข็งของทหารไทย 2. ความเข้มแข็งทางการทูต เราไม่ยอมเสียเปรียบเด็ดขาด 3. ความเข้มแข็งของผู้นำไทย ที่นำพาเรามาสู่ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องการต่างประเทศ ไม่ได้มีกัมพูชาเพียงอย่างเดียว ต้องนำความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่า 4 เดือนที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สถานะของประเทศไทยเป็นอย่างไร
ผมอยากพูดว่า “yes, we can เราทำได้" ขอให้มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย และมั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเรา จาก 4 เดือนนั้นขอเป็น 4 ปีได้หรือไม่ ซึ่งใน 4 ปีนี้เชื่อว่า จะนำประเทศไทยไปสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง และ 4 ปีต่อไปนี้ การทูตของเราต้องมีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้น พร้อมให้คำมั่นหากได้กลับมาเป็นรัฐบาล จะนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกอย่างมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี ผลประโยชน์ของประเทศก็มาก่อน และประเทศไทยต้องเป็นไทย (ไท)
“เอกนิติ” ยืนยัน ภูมิใจไทย ไม่ทำประชานิยม สร้างหนี้ให้ลูกหลาน ยก ผลงาน 4 เดือน พาประเทศขึ้นจากหล่ม
เวลา 18.05 น. นายเอกนิติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ขึ้นปราศรัยใหญ่ เล่าถึงการทิ้งชีวิตจากราชการที่เหลืออีก 6 ปี โอกาสที่จะเป็นปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งตนได้คุยกับคุณแม่ว่า ตนเป็นห่วงประเทศจึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง สิ่งที่ตนห่วงที่สุดคือ ประเทศจะเจอวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง เพราะเคยเห็นวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้กับประเทศไทยอีกไม่ได้ หลายคนออกมาพูดแต่ไม่ออกมาทำ ตนจึงขออาสามาทำ เพราะถ้ามีแต่คนพูดไม่มีคนทำประเทศไทยจะเจอวิกฤตแน่ๆ
โดยทันที ที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สิ่งที่ตนทำเป็นอย่างแรกคือ การคืนหนี้ จนทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยว่า “มีเสถียรภาพ” เป็นสิ่งที่ตนไม่เสียดายที่ลาออกจากราชการ พาประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤต
นายเอกนิติ เปรียบเทียบกับประเทศไทยเป็นรถยนต์ ที่กำลังจะติดหล่ม จึงได้ขอนายอนุทิน ทำโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการอื่นๆ พลิกวิกฤตเศรษฐกิจจาก 0.3% สู่ 1.8% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน โดยไม่ก่อหนี้เพิ่มสักบาทเดียว เป็นเงินที่อนุมัติไว้แล้วแค่นำมาใช้ให้ตรงเป้า และทำทุกอย่างด้วยวินัยการเงินการคลัง
“ผมขอยืนยันด้วยฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย จะไม่ทำนโยบายประชานิยม หากทำเมื่อไหร่มันคือการก่อหนี้ให้ลูกหลาน ดังนั้นขอทุกคนช่วยไปบอกทุกพรรคการเมืองว่า อย่าทำเลยประชานิยม”
นายเอกนิติ เปรียบเทียบว่า คนไทยเหมือนนอนป่วยอยู่ในไอซียู แต่ “หมอเอก” เป็นคนผ่าออกมาจากห้องไอไอซียู สิ่งนี้ตนจึงอาสาที่จะทำต่อ พาเศรษฐกิจไทยหลุดจากหล่มพร้อมเติบโตไปสู่เวทีโลก
ในช่วงท้าย นายนิติกล่าวว่า วันนี้รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังมา ซึ่งตนมองว่า ครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของคนไทยก็ได้ หากลุกขึ้นมาทำให้คนไทยเป็นคนแข็งแกร่งของเอเชีย ที่ยืนได้ด้วยขาของตัวเอง เราอาจจะตกหล่น จึงขอโอกาสให้ตนได้มาทำต่อ
และตนถูกตั้งคำถามบ่อยมากว่า ทำไมถึงมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเพราะพรรคภูมิใจไทยใ ห้โอกาสตนเยอะมากในการที่ได้ทำงานเพื่อประชาชนคนไทยและประเทศไทย พร้อมยอมรับว่า คนพูดเก่งเยอะ แต่คนทำได้และทำเป็นตั้งใจจริงเพื่อประเทศมีอยู่น้อย ตนจึงขออาสาเป็นคนๆนั้น “ขอยืนยันด้วยเกียรติของเอกนิติ”
“ศุภจี” น้ำตาคลอ บอกไม่ใช่นักการเมือง แต่อาสามาทำเพื่อประเทศ โต้ คนกล่าวหาด้อยค่าส่งออก ลั่น ภูมิใจไทยทำเศรษฐกิจครั้งแรกโตได้ภายในเดือน ซัด คนทำแล้วทำอีกกี่ปีไม่เดินหน้า จวก นโยบายขายฝัน สักแต่จะแจก ! ไม่ดูงบประมาณ ชี้ ไทยต้องไม่เสี่ยงอีก
เวลา 18.50 น. นางศุภจี ขึ้นปราศรัยใหญ่ โดยมีประชาชนห้อมล้อมให้กำลังใจจำนวนมาก ทำให้ นางศุภจี น้ำตาคลอ ก่อนบอกว่า ตนไม่ใช่นักการเมือง ขอให้ทุกคนช่วยตนด้วย พร้อมบอกว่า ก่อนจะมาที่นี่คนในครอบครัว เพื่อนฝูงและผู้ใหญ่ที่ตนเคารพรัก ไม่มีใครสนับสนุนให้เข้ามาสู่การเมือง แต่ตนต้องไปขอเข้ามาทำเพื่อประเทศชาติ เพราะประเทศเราวันนี้ กำลังเผชิญมรสุมมากมาย นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เป็นห่วง เราถูกบังคับให้เลือกข้าง เราจึงต้องพยายามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องมีศักดิ์ศรี
นางศุภจี เปรียบเทียบประเทศเป็นเรือที่กำลังแล่นไป วันนี้ต้องพยุงเรือลำนี้ เพราะเวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่จะมาขัดแย้งกัน ทะเลาะกัน ทั้งภาค เอกชน และผู้ประกอบการต้องช่วยกัน และสิ่งที่เป็นทางรอดคือเราต้องหารายได้ให้ได้เพิ่ม โดยการเพิ่มกำลังซื้อ , สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ,ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ,พาไทยให้แข่งขันบนเวทีโลกได้
วันนี้เราเหลือเงินที่จะใช้เพียงแค่ 500,000 ล้านบาท พรรคภูมิใจไทย จึงทำนโยบายที่เป็นลักษณะให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่นโยบายที่สักแต่จะแจก ต้องดูด้วยว่างบประมาณมาจากไหน ท่านบอกว่าจะใช้เงิน 600,000 -700,000 ล้านบาท ท่านเอามาจากไหน มีแต่นโยบายขายฝันเยอะแยะมากมายแต่ทำไม่ได้ ถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยจึงทำนโยบาย 10 พลัส การบริหารประเทศต้องอยู่บนการบริหาร ที่อยู่บนข้อเท็จจริง มุ่งตรงไปที่เป้านั้น
นางศุภจี ยืนยันว่า ตนไม่เคยดูหมิ่นเหยียดหยามการส่งออกของเรา แต่มันทำได้ดีกว่านี้ อีกถ้าคุณยังมองไม่เห็นว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน สิ่งที่มีอยู่มันดีอยู่แล้ว ถามว่าประเทศเราจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่เคยทำเรื่องเศรษฐกิจ แต่นี่เพียงแค่ 3 เดือน ทำได้ขนาดนี้ แล้วคนที่ทำมากี่รอบกี่ปี แล้วมาพูดแบบนี้ถามว่า เขาเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ตนไม่ขอเถียง แต่เราต้องไม่เสี่ยงเพิ่มเติม ความจริงแล้วการพูดเรื่องการค้าการขายต้องดูกันทั้งระบบไม่มีใครพูดเรื่องนี้ มีแต่พรรคภูมิใจไทย
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ครึ่งหนึ่งของประเทศคือ SMEs ที่ผ่านมาทำกันมาตั้งแต่กี่ปีได้แค่นี้ ดังนั้นเราต้องพยายามทำให้ SMEs โตขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่านี้ ดันการส่งออกให้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป ให้ติดอันดับ1 ใน 5 ให้ได้ เพราะฉะนั้นหากเราได้มีโอกาสเข้ามาเป็นรัฐบาล หน้าที่ของทีมเศรษฐกิจคือ ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีมีรายได้ โดยตนจะทำ 3 เรื่อง คือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม คนที่จะเข้ามาทำตรงนี้จะต้องเห็นปัญหาก่อน ตอนนี้ต้องประสานกันทั้ง ความมั่นคง การต่างประเทศ เศรษฐกิจ และการค้า หากทำได้แบบนี้แล้วสิ่งที่ตนเป็นห่วงก็จะดีขึ้น จะสามารถส่งต่อและทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำได้อย่างเต็มที่ หากได้มีโอกาสกลับมารับใช้พี่น้องประชาชนอีกครั้ง
"วันนี้อยู่ในมือทุกคนแล้ว บ้านเราจะอยู่ในเรือที่อยู่ในมรสุม หรือเราจะตะลุยเรือ เพื่อออกไปอยู่ในแหล่งน้ำแห่งใหม่ อนาคตอยู่ในมือทุกท่านจะเลือกความหวังหรือเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือเลือกคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้เรื่องปัญหา"
วันนี้ขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่ตนอยากทำให้ทุกคนไม่มีโอกาสได้ทำ ขอยืนยันว่า ตนจะทำเต็ม 100 และย้ำว่าไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่มีความตั้งใจจริง และตั้งใจอย่างมาก ที่จะทำให้ทุกคนที่จะอยู่ในประเทศนี้ทำให้คนไทยสามารถที่จะรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วง ความอันตรายและความสุ่มเสี่ยง ที่จะเกิดขึ้นรอบตัว จึงขออาสาเข้ามาทำให้ทุกคนมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการปราศรัย มีประชาชนนำพระมามอบให้นางศุภจี พร้อมกล่าวขอบคุณที่ทำให้ประเทศไทยและคนไทยทุกคน ก่อนกล่าวว่า “เรารักศุภจีมากๆ”
“อนุทิน” ยกไฮไลท์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ปิดปราศรัยใหญ่ ยืนยัน ไม่มีรอบ 3 ได้เลือกตั้งแน่!
เวลา 19.45 น. นายอนุทิน ขึ้นปราศรัยใหญ่ โดยมีประชาชนให้การต้อนรับอย่างคึกคัก หลายคนเข้าไปสวมกอด และส่งเสียงเชียร์เป็นระยะ นายอนุทิน กล่าวว่า โดยปกติถ้าเจอแฟนคลับและ เจอคนส่งเสียงเชียร์เยอะขนาดนี้ ตนควรจะตั้งวงร้องเพลงให้ฟังแล้ว แต่วันนี้ขอติดไว้ก่อน แล้วหวังว่าอีกไม่กี่วันพวกเราคงจะได้มาฉลองชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยด้วยกัน
ก่อนจะบอกว่า พรรคภูมิใจไทยรับใช้พี่น้องประชาชน และประเทศนี้มา 17 ปีแล้ว และทราบด้วยว่า ปีนี้เป็นที่สุด เพราะปีนี้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกคนเห็นว่า พวกเราดีพอ คู่ควร ในการที่จะเป็นพรรคการเมืองหลัก ในการเป็นที่หวังและที่พึ่งพิงของพี่น้องชาวไทยได้
เชื่อว่าประชาชนเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตนเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2555 จนถึงวันนี้พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเล็กลง พรรคภูมิใจไทยมีแต่ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีข้อยกเว้นอยู่ครั้งเดียวคือครั้งนี้ ที่พรรคภูมิใจไทย จะใหญ่มากขึ้นมากกว่าเท่าตัว
ซึ่งความพยายามในการพัฒนาตัวเอง และการยกระดับการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ทั้งในมิติด้านนโยบาย วิธีคิด วิธีการปฏิบัติและการจัดวางบุคลากรเพื่อมา บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้คนไทยเห็นว่าความเป็นพรรคภูมิใจไทยเราพร้อมที่จะเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง การพัฒนาบ้านของเราคือประเทศไทยให้เป็นบ้านที่ทุกคนต้องมีความพรรคภูมิใจไทยไปด้วยกัน
จากนั้น ได้ถามความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมปราศรัยว่า แกนนำทุกคน ทำการบ้านดีหรือไม่ ที่ผ่านมาทำให้ผิดหวังหรือไม่ และรัฐบาลสร้างความภาคภูมิใจในการรักษาเอกราชได้ดีหรือไม่ คือสิ่งที่ ภท.ทำงานอย่างหนักในการสร้างความมั่นใจให้คนไทย เราทดลองงานมา 4 เดือน ขอทำงานจริงอีก 4 ปี
ทั้งนี้ได้วางนโยบาย 4 แกนหลัก เพื่อนำพาประเทศไทยรุดหน้าด้วยความมั่นคงคือ แกนเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยพิบัติ และคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงได้ให้ฟันเฟืองหลักของแกนเหล่านี้ มาพบกับประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจว่า แกนเหล่านี้จะขับเคลื่อนไปในจังหวะที่พร้อมกัน ให้เฟืองจักรทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงสุด
นายอนุทิน ระบุว่า ก่อนจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน วันนี้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มาตรงนี้เพื่อบอกกับคนไทยทุกคนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เหมือนเดิมแน่นอน สิ่งที่เปลี่ยนไปมากๆ คือวิธีคิดและวิธีการทำงาน จากที่ใครเคยพูดว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นแค่พรรคบ้านใหญ่ ตนไม่เถียงเขาพูดไม่ผิด แต่เขาคิดผิด คิดแค่ว่าพรรคบ้านใหญ่มาดูแลคนในพื้นที่ก็จบกัน คิดอะไรในเชิงโครงสร้างไม่เป็น แต่เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี้ ทั้ง 3 คน (สีหศักดิ์, ศุภจี , เอกนิติ) ได้แสดงให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทย แน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก 50 ชั้น ไม่ถล่มลงมาแน่นอน แต่ที่ถล่มลงมาพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ลงนาม เพราะวิศวกรใหญ่อยู่ที่นี่จะไม่มีวันให้ประชาชนเสี่ยงอีก
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า คำจำกัดความของความเป็นบ้านใหญ่คือ พวกเราดูแลพื้นที่ในบ้านของเราโดยไม่ขาดตกบกพร่อง สส. และผู้สมัคร ของพรรคภูมิใจไทยทุกคน ไม่มีวันเป็นเจ้าคนนายคน ต้องไปช่วยดูแลพี่น้องประชาชน ตลอดเวลาและมีความพรรคภูมิใจไทย ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นพรรคบ้านใหญ่
นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทย ถูกเรียกว่าคนป่วยในเอเชีย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมีการล้มลุกคุกคลานมีความอ่อนแอ แต่วันนี้ไม่ใช่ หากพรรคภูมิใจไทย ได้กลับเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน บริหารประเทศให้กับทุกท่าน รัฐบาลของตน พรรคภูมิใจไทยจะไม่มีวันยอมรับตำแหน่งคนป่วยแห่งเอเชียเด็ดขาด และนอกจากจะเป็นคนป่วยแล้ว เราจะเป็นคนที่แข็งแรงมีพลัง เป็นประเทศที่ทุกคนในโลกนี้ต้องมาเป็นพันธมิตร ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายในอดีตไม่ตอบโจทย์ และการจ่ายเงินอย่างเดียว จะส่งผลต่อประเทศในระยะยาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกทำเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น แต่สุดท้ายคนที่ต้องจ่ายและถูกเช็กบิล ก็คือพี่น้องประชาชนคนไทยที่จะต้องถูกเช็กบิล ทั้งที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
พรรคภูมิใจไทยจึงเน้นนำเสนอนโยบายสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น สร้างความมั่นคงทางอาชีพ เพราะพรรคภูมิใจไทยของเรา เชื่อในการหาเบ็ดให้คนไปตกปลา ไม่ใช่หาปลาให้กิน การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ อยู่ในมือของทุกคนสิ่งที่อยากให้ตัดสินใจคือ หากเลือกทีมงานที่บริหารประสบความสำเร็จมาแล้ว โอกาสที่จะเข้ามาทำงานให้ประเทศไทยรับรองว่า จะมีมากกว่าคนที่ไม่เคย พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยของเราไม่ใช่ที่ฝึกงาน หรือทดลองงานของมือใหม่ ที่ไม่เคยทำงานระดับประเทศมาก่อน เราจะฝากอนาคตประเทศไว้กับมือใหม่ หรือฝากไว้กับมืออาชีพที่มีความพร้อม
"วันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้ และเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว เมื่อพรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงาน พรรคภูมิใจไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก จะไม่เสี่ยงกับการเข้าสู่ความขัดแย้งเดิมๆ ไม่เสี่ยงกับผู้บริหารที่ด้อยประสบการณ์ไม่เสี่ยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน และไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย พี่น้องทั้งหลาย เลือกภูมิใจไทยประเทศไทยไม่เสี่ยง"
ประกาศ ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ยกเลิก MOU 44 ไม่มี 50/50
ในช่วงท้ายของการปราศรัย นายอนุทิน ได้กล่าวถึงสถานการณ์ไทยกัมพูชา โดยขอยืนยันว่า หากเขาไม่รุกรานเรา ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ การปะทะสองครั้ง รอบแรกจบลงแบบค้างคา เพราะรัฐบาลขณะนั้นทำข้อตกลงหยุดยิง ก่อนที่กองทัพของเราจะจบภารกิจ ซึ่งนำมาสู่การยั่วยุของฝั่งตรงข้าม และนำมาสู่เหตุที่ต้องปะทะอีกรอบ และในที่สุดก็รอบที่สองซึ่งตนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งความเป็นนายกรัฐมนตรีของตน และรัฐบาลของตน สนับสนุนกองทัพให้บรรลุเป้าหมาย การทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเข้าใจกับรัฐบาลและกองทัพ ต่อความสำคัญต่อการมีอธิปไตยของประเทศไทย ทำให้เราได้แผ่นดินไทยที่เคยถูกรุกรานและยึดครองไปหลาย 10 ปีกลับคืนมาได้ทั้งหมด
สิ่งที่ตนได้กล่าวมาสมควรแล้วที่ทุกคนจะตะโกนว่า “ภูมิใจไทย” ซึ่งไม่ใช่ที่เป็นพรรคการเมือง แต่ภูมิใจที่ประเทศของเรา ไม่มีการสูญเสียอธิปไตยและดินแดนเลยแม้แต่น้อย กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย และประเทศไทยสามารถสถาปนาความมั่นคง เหนือดินแดนที่เป็นของเราโดยสมบูรณ์ ซึ่งได้ถูกสนับสนุนและกระทำโดยรัฐบาลของท่านในชุดนี้ และข้อตกลงหยุดยิงที่รัฐบาลได้ทำในชุดนี้ ใครอยู่ตรงไหนต้องอยู่ตรงนั้น ห้ามลุกล้ำเข้ามาอีก
ไม่ต้องห่วงว่าจะมีรอบสาม จนทำให้ไม่ได้เลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งในมะรืนนี้มีแน่ และเราได้จัดเตรียมความพร้อม เพื่อรับมือสถานการณ์ทุกรูปแบบไว้แล้ว ขอให้พวกท่านออกไปเลือกตั้งกันเยอะๆ และเป็นไปด้วยความราบรื่นให้ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความใสสะอาด ขอให้ไว้วางใจอนุทิน พรรคภูมิใจไทย ในเรื่องนี้ และลงคะแนนให้เบอร์ 37 เพื่อให้รัฐบาลภูมิใจไทยยังคงปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาพื้นแผ่นดินไทย ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย จะไม่มีใครรุกรานได้อีก จะเอารัฐบาลที่เขมรกลัว หรือเอารัฐบาลที่กลัวเขมร
นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ถ้าได้เป็นรัฐบาล ตนจะยกเลิก MOU 44 ในทันที ไม่มีคำว่า 50/50 ดังนั้นผลประโยชน์ทางทะเล ที่รัฐบาลชุดก่อนได้ทำไว้จะไม่มี ส่วนMOU 43 ให้นายสีหศักดิ์ เร่งดำเนินการให้กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพนำเสนอแนวทางรัฐบาลพิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยและประเทศไทย และสิ่งที่ยืนยันคือประเทศไทย จะไม่มีวันเสียเปรียบและเสียดินแดนในรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย หลัง 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้ ตนสัญญาและเชื่อถือได้ว่า จะทำให้ภูมิใจในความเป็นคนไทย และการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการอยู่รอดและความก้าวหน้าของเราทุกคน จะมุ่งมั่นสร้างประโยชน์ และพาประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน พร้อมกล่าว ทิ้งท้ายว่า “เลือกเบอร์ 37 ความสำเร็จเป็นของประชาชนคนไทย”