2. พรรคประชาชน
จุดได้เปรียบ - รอบนี้มีโอกาสแทรกตัวในเขตเมืองของภาคอีสาน โดยเฉพาะเมื่อเกิดการตัดคะแนนกันเองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม หรือพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทย
จุดเพลี่ยงพล้ำ - ที่หนักที่สุดคือ วิกฤตผู้นำ และอัตลักษณ์ที่รักษาไว้ไม่ได้
- แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง เท้ง, ไหม, อาจารย์ต้น บทบาทจืดจางลงในตอนท้าย
- คนที่มีบทบาทโดดเด่นในการหาเสียงขอคะแนน กลับไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ กลายเป็น ไอซ์ รักชนก, พิธา, ธนาธร โดยเฉพาะสองคนหลัง ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองด้วย ทำให้ผู้ใช้สิทธิ์สับสนว่าตกลงใครคือผู้นำตัวจริง
ทางแก้เชิงยุทธศาสตร์ ต้องเร่งสร้างความชัดเจนในบทบาทของแคนดิเดตนายกฯ ให้โดดเด่นกว่าผู้นำทางจิตวิญญาณหรือคนนอกบัญชีนายกฯ
3. พรรคเพื่อไทย
จุดได้เปรียบ - มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานและเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนนิยม "กาบัตร 2 ใบ" ไปในทิศทางเดียวกัน คือเลือกทั้งเขตและพรรคสอดคล้องกัน เลือกพรรคเดียวกัน
**จะเห็นได้ว่าระยะหลังพรรคเพื่อไทยรณรงค์ให้เลือก “ยศชนัน เพื่อไทย” บัตรทั้งสองใบเพื่อให้ “ชนะขาด” เพราะวันนี้ จากปัญหาของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ทำให้เพื่อไทยมีโอกาสพลิกชนะได้เหมือนกัน
แต่จุดเพลี่ยงพล้ำก็มี - ถูกวิจารณ์เรื่องนโยบายประชานิยม
- ในภาคอีสานมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมาก ทั้งภูมิใจไทย, กล้าธรรม และพรรคประชาชน
ทางแก้เชิงยุทธศาสตร์ คือ ปรับแผนจากการดีเบตในเมือง มาเป็นการลงพื้นที่เจาะเขตแบบเข้มข้นใน 2 สัปดาห์สุดท้าย จะเห็นได้ว่า คุณยศชนัน แทบไม่ขึ้นเวทีดีเบตเลย
และที่สำคัญ ชูสโลแกน "เพื่อไทย 2 ใบ ให้ชนะขาด" เพื่อดึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้มาพร้อมกับ สส.เขต
4. พรรคกล้าธรรม
จุดได้เปรียบ - ดึงตัว สส.จากพรรคเพื่อไทยไปได้ไม่น้อย รวมถึง สส.ที่ตามผู้กองธรรมนัสมาตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐ
- พรรคกล้าธรรมเป็นตัวแปรสำคัญในอีสานเหนือที่จะมาตัดคะแนนกับเพื่อไทย ซึ่งอาจส่งผลให้พรรคประชาชนชนะในเขตเมือง
จุดเพลี่ยงพล้ำ คือการถูกโจมตีเรื่อง “สีเทา” และแก้เรื่องนี้ไม่ตก
ทางแก้เชิงยุทธศาสตร์ ใช้วิธีสู้แบบ “ป่าล้อมเมือง” ล็อกเป้า สส.เขต โดยกรองเขตที่มีหวัง แล้วสู้เฉพาะเขตที่สู้ได้
5. พรรคประชาธิปัตย์
จุดได้เปรียบ - กระแสในภาคใต้ดีขึ้น ในแบบ “ดีวันดีคืน"
จุดเพลี่ยงพล้ำ - ต้องระวังพฤติกรรมการเลือกของคนใต้ เพราะมีความแตกต่างของบัตร 2 ใบสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ ทุกภาค โดยสถิติปี 66 ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มี "ความต่าง" ของการกาบัตร 2 ใบมากที่สุด
ฉะนั้นคะแนนปาร์ตี้ลิสต์อาจไม่ช่วย สส.เขต ถึงแม้กระแสพรรคประชาธิปัตย์จะดีจนได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ค่อนข้างแน่ แต่ไม่ได้การันตีว่าคะแนนนั้นจะเปลี่ยนมาเป็นที่นั่ง สส.เขต ได้เสมอไป
ทางแก้เชิงยุทธศาสตร์ คือการครองใจคนทั้ง 2 ใบ ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้คนใต้เลือกทั้งพรรคและเลือกทั้งคน
อีสาน 133 เขต “ชี้ขาด” พรรคเข้าวิน
อาจารย์ยุทธพร สรุปว่า จากการแข่งขันกันดุเดือดของบรรดาพรรคใหญ่ ซึ่งสูสีกันมาก โดยเฉพาะ 3 พรรค “น้ำเงิน - แดง - ส้ม” ทำให้ประเมินว่า ภาคอีสานคือจุดตัดสิน เนื่องจากมี สส. เขตจำนวนมากถึง 133 ที่นั่งจากทั้งหมด 400 ที่นั่ง คือเกือบครึ่ง หากพรรคใดครองใจคนอีสานได้ จะได้ทั้ง สส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์เป็นกอบเป็นกำ เนื่องจากคนอีสานมีพฤติกรรมเลือก สส.เขต กับเลือกบัตรปาร์ตี้ลิสต์ พรรคเดียวกันมากที่สุด
นอกจากนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ สุดท้ายจะเป็นการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเริ่มมองหาพรรคที่ "เป็นนายกฯ ได้จริง" ทำให้ความนิยมเทไปที่พรรคใหญ่มากกว่าพรรคเล็ก
ส่วนความสำคัญของ สส.เขต อาจารย์เตือนว่า ปัจจุบันคนมองข้ามคุณสมบัติ สส.เขต ไปโฟกัสที่แคนดิเดตนายกฯ จนลืมตรวจสอบประวัติรายบุคคล ซึ่งอาจเป็นปัญหาในภายหลัง