ปักหมุด 4 พรรคใหญ่ ปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย งัดทุกกลยุทธ์มัดใจคน
05 ก.พ. 2569
ปักหมุด 4 พรรคใหญ่ ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย 6 ก.พ. 69 ปล่อยหมัดยกสุดท้าย งัดทุกกลยุทธ์มัดใจคนไทยทั้งประเทศ
ข่าว
05 ก.พ. 2569
ปักหมุด 4 พรรคใหญ่ ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย 6 ก.พ. 69 ปล่อยหมัดยกสุดท้าย งัดทุกกลยุทธ์มัดใจคนไทยทั้งประเทศ
5 กุมภาพันธ์ 2569 การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายกันจริงๆ แล้ว เป็นโค้งที่อาจสร้างจุดเปลี่ยนเรียกคะแนนให้พรรคการเมือง ชนิดใครมีอาวุธเด็ด ไม้ตายอย่างไร ต้องปล่อยออกมาให้หมดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
เพราะการเลือกตั้งทั่วไป จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ จริงอยู่ยังหาเสียงได้ แต่ตามกฎหมายเลือกตั้ง กำหนดให้หาเสียงได้ถึงเวลา 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันเท่านั้น
ช่วงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พรรคการเมืองต่างๆ ไม่ค่อยเปิดเวทีปราศรัย เพราะครั้นจะเปิดเวทีต้องใช้เวลาอันสั้น หรือต้องตั้งเวทีช่วงสายๆ ถึงบ่ายเท่านั้น ประชาชนก็ไม่สะดวกรับฟัง เพราะยังไม่แดดร่มลมตก ส่วนใหญ่ จะเป็นการขึ้นรถแห่ พบพี่น้องประชาชนตามเขตต่างๆ หรือเดินเท้าเคาะประตูบ้านส่งท้ายเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ จึงเลือกที่จะปราศรัยใหญ่ส่งท้าย ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แทน และการเปิดเวทีส่วนใหญ่ก็จะเริ่มประมาณเวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ใช้เวลาปราศรัยไปถึง 20.00 น. โดยเฉพาะไฮไลท์สำคัญ จะเกิดขึ้นในช่วงก่อนปิดเวทีหรือราวสองทุ่ม เมื่อบรรดา หัวหน้าพรรค หรือแคนดิเดตนายกฯ แต่ละพรรค จะขึ้นเวที โดยจะมีการ ปล่อยหมัดเด็ด ทางวาทกรรม คีย์เวิร์ดสำคัญ ชนิดให้พี่น้องประชาชนจดจำ
สำหรับโค้งสุดท้าย! เย็นวันศุกร์ 6 ก.พ. 69 จับตา 4 พรรคใหญ่เปิดเวทีปราศรัย ก่อนชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 งัดทุกกลยุทธ์มัดใจคนไทยทั้งประเทศ แต่ไม้เด็ดของแต่ละหัวหน้าพรรค หรือแคนดิเดต ที่ปล่อยออกมา ถ้าสร้างวาทกรรมกินใจ สุดแสนประทับใจ ก็เป็นผลบวกกับพรรคนั้น แต่ถ้าวาทกรรม หรือคำสัญญาใดที่สื่อสารออกมาแบบผิดคิว ก็อาจเป็นวันตกม้าตายของพรรคการเมืองนั้นได้
สำหรับเวทีปราศรัยใหญ่ 6 กุมภาพันธ์ พรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ยกทัพหลวง นำโดยแม่ทัพ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ จัดเวทีปราศรัยที่สนามกีฬาเทพหัสดิน สถานที่แห่งนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อการเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ได้เคยใช้เป็นเวทีปราศรัยโค้งสุดท้าย ด้วยการเปิดบิ๊กเซอร์ไพรส์ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถกแขนเสื้อขึ้นปราศรัยทิ้งวาทกรรมมัดใจประชาชนครั้งสุดท้าย
ด้าน พรรคภูมิใจไทย ยกกองทัพสีน้ำเงิน นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ปักหลักศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นเวทีปราศรัยใหญ่ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 66 สถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นปราศรัย ที่ห้อง Exhibition Hall ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มาแล้ว
พรรคประชาชน ภายใต้การนำของ "เท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ยกพลพรรค ผู้นำทางจิตวิญญาณ ไม่ว่าเป็น ธนาธร ปิยบุตร ช่อ พรรณิการ์ รวมถึงแกนนำซีรีส์สอง อย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชัยธวัช ตุลาธน ประกาศยึดอาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร ไทย-ญี่ปุ่น (สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง) เป็นเวทีปล่อยหมัดเด็ดจะเป็นโค้งสุดท้าย หรือแหกโค้งต้องลุ้นและติดตามอย่างยิ่ง
ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายจะตระเวนพื้นที่ภาคใต้เป็นสำคัญ แต่สำหรับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แม่ทัพใหญ่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำลูกทีม ทั้งรุ่นเก๋า เบอร์ใหญ่ แห่งค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม มาพร้อมกันที่ลาน One Bangkok กทม. ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ใจกลางกรุงเทพ ฯ นี่จะเป็นอีกเวทีสุดท้าย ที่พ่อใหญ่มาร์ค จะประกาศจุดยืนครั้งสุดท้าย
ย้อนกลับไปดูตำนาน การเมืองโค้งสุดท้าย ที่มักปล่อยทีเด็ดหรือหมัดน็อก แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป บางพรรค หรือบางคน ใช้เวทียกสุดท้าย กลายเป็นโดนน็อกก็มีมาแล้ว
อย่างเช่นการเลือกตั้ง เมื่อปี 62 หลายคนลุ้นหนักมากจะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. จะขึ้นเวทีปราศรัยทางการเมืองหรือไม่ เพราะตอนนั้น ลุงตู่ ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯในนามพรรคพลังประชารัฐ จนในที่สุดค่ำวันที่ 22 มี.ค. 62 บิ๊กเซอร์ไพรส์เกิดขึ้น เมื่อ”ลุงตู่” ก้าวขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ โค้งสุดท้าย ที่สนามเทพหัสดิน ท่ามกลางกองเชียร์แน่นพื้นที่ 7 พันตารางเมตร “ลุงตู่” ใช้เวลาปราศรัยราว 7 นาที ด้วยแมสเสจกินใจ “ผมจะยอมตายเพื่อแผ่นดินนี้”
ในช่วงท้ายของการปราศรัย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอบคุณสำหรับกำลังใจ และความรักที่คนมีให้เขา และสัญญาว่าจะ "ตอบสนองให้ท่านไม่น้อยกว่าที่ท่านให้กับผม"
ผลจากการที่ “ลุงตู่” ปรากฏตัว เป็นการยืนยันว่า พร้อมจะเป็นนายกฯ และในที่สุด ประชาชนลงคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐขณะนั้นท่วมท้น แต่ยังแพ้พรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ดี พรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ต้องเปิดทางให้ พปชร.ขณะนั้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดันลุงตู่ ขึ้นเป็นนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ก็มีเหตุการณ์ที่คอการเมืองจดจำกันได้ กับวาทกรรมชนิดที่ พูดผิดชีวิตเปลี่ยน แต่สำหรับคนนี้อาจพูดไม่ผิด แต่มีจุดยืนที่แน่วแน่ทำคะแนนเปลี่ยน นั่นคือ กรณีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.ขณะนั้น ปล่อยคลิปออกมาก่อนเลือกตั้ง 14 วัน (ตอนนั้นเลือกตั้ง 24 มี.ค. 62) ด้วยการแสดงจุดยืน "ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์" เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เพราะการสืบทอดอำนาจ สร้างความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ "ประชาชนเป็นใหญ่" ซึ่งหลังเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ คว้าเก้าอี้ สส.ได้เพียง 33 ที่นั่ง โดยเฉพาะสนาม กทม. ปชป.พ่ายแพ้ทุกเขต เรียกว่า พลาดเป้าหมายอย่างร้ายแรง จนนายอภิสิทธิ์ แสดงความรับผิดชอบลาออกจากหัวหน้าพรรค
สองตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นว่า วาทกรรม หรือหมัดเด็ดโค้งสุดท้ายนั้นมีความสำคัญไฉน เช่นเดียวกับ การเปิดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายของพรรคการเมืองใหญ่ พร้อมกันในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ คอการเมืองต้องจับตาอย่ากระพริบ เพราะนี่คือวันปล่อยของยกสุดท้าย เป็นนัดชี้ชะตา เพื่อสร้างคะแนนหรือจะเป็นวาระสะดุดขาตัวเองล้ม
ติดตามการถ่ายทอดสดในรายการพิเศษ วันชี้ชะตา ยกสุดท้าย โดยเนชั่นทีวี ช่อง 22 เตรียมยกเวทีปราศรัยโค้งสุดท้าย ทั้งสี่พรรคใหญ่ มาอยู่หน้าจอทีวีให้คุณแล้ว ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ชมสดพร้อมกัน ทุกเวทีปราศรัย
