เนชั่นทีวี

ข่าว

“ยศชนัน” ไม่อยากพูดเป็นพรรคอันดับ 3 เหตุลงพื้นที่ ปชช.ตอบรับดี

02 ม.ค. 2569

“ยศชนัน” ไม่อยากพูดเป็นพรรคอันดับ 3 เหตุลงพื้นที่ ปชช.ตอบรับดี

“ยศชนัน” ไม่อยากพูดเป็นพรรคอันดับ 3 เหตุลงพื้นที่ประชาชนตอบรับดี ชี้ยังเร็วเกินไปประกาศจับขั้ว ไม่ปิดกั้นหากนำนโยบายเพื่อไทยปฏิบัติถึงมือประชาชน

2 มกราคม 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ ผู้สมัคร สส.กทม. ลงพื้นที่หาเสียงสวนลุมพินี โดยวิ่งออกกำลังกายรอบสวน 1 รอบ ระยะทาง 2.5 กม. ซึ่งระหว่างวิ่งยังได้เจอกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมาวิ่งที่สวนลุมเป็นประจำอยู่แล้ว 
 

“ยศชนัน” ไม่อยากพูดเป็นพรรคอันดับ 3 เหตุลงพื้นที่ ปชช.ตอบรับดี
 

นายยศชนัน พูดถึงนโยบายเกี่ยวกับสวนสาธารณะว่า ก่อนจะพูดเรื่องสวนสาธารณะ ต้องพูดถึงเรื่องสุขภาพ เพราะ GDP 10% มาจากสุขภาพ ซึ่งการดูแลค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องปลายทาง เช่น โรค NCD หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบว่าประมาณ 64% สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ด้วยการออกกำลังกาย จึงอยากขอเชิญชวนทุกคนมาออกกำลังกาย ซึ่งจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO มี 5 ระดับ ซึ่งเราอาจจะคิดว่าเราวิ่งไม่ไหว ความจริงแค่ทำงานบ้านก็เป็น การออกกำลังกายแล้ว
 

ขณะเดียวกันเรื่องสวนสาธารณะเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศโดยตรง ซึ่งพรรคเพื่อไทยผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ขณะนี้อยู่ที่ การพิจารณาของ สว. ซึ่งยังไม่สุดทาง ถ้าเรากลับมาใหม่ก็จะผลักดันตรงนี้ โดยออกกฎหมายลูกต่อไป โดยอากาศสะอาดทำให้คนไทยมีสุขภาพดี และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจด้วย แต่ถ้าอากาศไม่ดี ทุกคนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ และทำให้เศรษฐกิจไม่ดี นอกจากนี้ พรรคมีนโยบายที่จะให้คนขึ้นรถไฟฟ้า 20 บาท และรถเมล์แอร์ 10 บาทซึ่งเป็นการลดรายจ่ายและช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม 
 

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ขณะเดียวกัน นายยศชนัน ยังบอกด้วยว่า ระหว่างที่วิ่ง คนที่มาออกกำลังกายได้สะท้อนปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และการที่ควรมาสวนสาธารณะ ก็มาจับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องนี้ พูดเรื่องชีวิต คนสูงอายุ และเด็กๆ ก็ให้คำแนะนำกับตน พร้อมกันนี้ต้องส่งเสริมให้มีสวนสาธารณะที่ดี เพราะเวลาคนเครียดก็จะมาผ่อนคลาย และยังเป็นพื้นที่รวมที่ทำให้เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจ มีการจับจ่ายใช้สอยโดยเฉพาะอาหาร หรือสตรีทฟู้ด มีที่ขาย และมีคนซื้อ ก็เป็นอีกแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่อยากให้เห็นว่าถ้ากรุงเทพฯ ทำได้จังหวัดอื่นก็ต้องทำได้ รวมถึงผลักดันและอำนวยความสะดวก ให้ผู้ใช้วีลแชร์ เข้าถึงสวนสาธารณะได้ 
 

“ยศชนัน” ไม่อยากพูดเป็นพรรคอันดับ 3 เหตุลงพื้นที่ ปชช.ตอบรับดี

ขณะที่ นายจุลพันธ์ ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่ยอมรับว่ากระบวนการของกรรมาธิการ ใช้เวลาค่อนข้างนานถึง 2 ปี มีการปรับแก้ และสุดท้ายเข้ามาในสภา เราก็เป็นเสียงข้างมาก ใช้เวลาเป็นเดือน จนกระทั่งผลักดันจนผ่านกระบวนการ เข้าไปสู่ชั้น สว. แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ตัวกฎหมายติดขัด ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะผลักดันตัวกฎหมายหรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล ยืนยันที่จะผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้แล้วเสร็จในสมัยถัดไปให้ได้ เพราะจะเป็นเครื่องยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการได้รับอากาศบริสุทธิ์
 

นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า วันนี้ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ก็ค่อนข้างสูง ซึ่งกลไกในการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยก็ชัดเจนมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอที่จะมาหยุดยั้งการเผาภายในประเทศ ซึ่งก็ต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการเผาในปัจจุบันเริ่มจากประเทศใกล้เคียงและเข้ามายังประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเผาในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยในกฎหมายจะมีการกำกับว่าผู้เผาจะต้องเป็นผู้จ่าย เพื่อนำมาชดเชยและแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในการผลักดันต่อไป 
 

“ยศชนัน” ไม่อยากพูดเป็นพรรคอันดับ 3 เหตุลงพื้นที่ ปชช.ตอบรับดี
 

ส่วนหลังปีใหม่จะเห็นการหาเสียงที่เข้มข้นขึ้นของแต่ละพรรคการเมือง ที่เริ่มมีการจับขั้วกันแล้วนั้น นายยศชนัน กล่าวว่าประชาชนเริ่มมองเห็นแล้ว แต่ยังเร็วเกินไป ที่จะมีการจับขั้ว สิ่งสำคัญต้องมองประชาชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งเราพยายามพบปะพูดคุยกับทุกคน เพื่อรับฟัง จัดทำนโยบาย และส่งมอบถึงมือประชาชน
 

แต่ละพรรคการเมืองมีนโยบายแตกต่างกัน อาจจะไม่ได้มีประเด็นที่ไปในทางเดียวกัน แต่เราก็สามารถจับได้ทุกขั้ว
 

เมื่อถามย้ำว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดตาย ถ้านำนโยบายพรรคเพื่อไทยไปปฏิบัติ ก็พร้อมที่จะจับมือร่วมงานกัน นายยศชนัน ตอบว่า ใช่ ก่อนจะบอกว่า
 

ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับ 3 ก็ยังไม่ค่อยเต็มใจจะตอบ เพราะเวลาลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชน จึงมองว่า เราน่าจะเป็นตัวตั้ง ถ้าพรรคไหนสามารถนำนโยบายพรรคเพื่อไทยไปปฏิบัติได้ เราก็เปิดกว้าง แค่ขณะเดียวกันถ้าพรรคไหนมีนโยบายที่ดี เราก็พร้อมที่จะทำ
 

เมื่อถามย้ำว่า เงื่อนไขการจับมือของพรรค เพื่อไทย ต่อประเด็นมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวเสริมว่า เงื่อนไขการจับมือคือต้องดูนโยบาย ทุกอย่างอยู่ในนโยบายหมด รวมถึงเรื่องที่ถามก็เป็นนโยบาย