นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึง ซิมมือถือแบบเติมเงิน มีคนร้ายนำไปใช้หลายรูปแบบ ทั้งการโอนเงินบัญชีม้า การโทร และสุดท้ายยืนยันตัวตนไม่ได้ เจ้าของคนหนึ่งมีเบอร์เป็นร้อยๆพันๆเบอร์แล้วนำไปขาย จึงเป็นช่องทางที่ทำไม่ถูกต้อง ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องหารือกับกสทช.เพื่อกำหนดให้ต่อคนมีซิมเติมเงินไม่เกิน 5 เบอร์ โดยยอมรับว่าจะมีผลกระทบต่อประชาชนแต่ต้องศึกษาผลกระทบต่อไป
ทางด้าน นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ขยายความเรื่องซิมมือถือ ว่า เราจะเข้มงวดมากขึ้นและหากพบว่ามีหลายซิม ก็จะส่งข้อมูลให้ตำรวจตรวจสอบว่า มีซิมเยอะขนาดนี้เพื่ออะไร แต่จะไปบังคับคนหนึ่งมีไม่เกิน 5 ซิมเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสิทธิ แต่เรามีอำนาจในการตรวจสอบได้ว่ามีไว้ทำไมหลายซิม
ส่วนเรื่องการแก้กฎหมายที่มากำกับดูแลเรื่องบัญชีม้าจะต้องใช้กฎหมายเดิมหรือกฎหมายใหม่นั้น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องบัญชีม้ากฎหมายปกติสามารถดำเนินการได้ คือการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เรื่องการฟอกเงิน แต่กฎหมายบางอย่างยังไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่าง เช่น การโฆษณา ซึ่งทางที่ประชุมได้มีการเสนอแนะให้ทำเป็นพ.ร.ก.ที่จะทำให้เร็วขึ้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยกันปราบปราม ซึ่งมีการประสานงานกับต่างประเทศ การออกหมายจับกุม และมีหมายจับที่ขอความร่วมมือ แต่ส่วนใหญ่ตัวการใหญ่อยู่ต่างประเทศ การดำเนินการจึงเป็นเรื่องยาก มีส่วนที่อยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเปิดบัญชีม้ารับจ้างต่างๆ
"สำหรับเรื่องบัญชีม้านั้น เราต้องหยุดให้ได้ หากพบพฤติกรรมการโอนเงินที่ผิดปกติ ก็ต้องปิดและบล็อกให้ได้ รวมถึงต้องอายัดบัญชีให้ได้รวดเร็ว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า จะต้องมีการแก้กฎหมายโดยจะออกเป็นพระราชกำหนด เพื่อความรวดเร็ว ซึ่งจะสามารถเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ตนต้องสรุปรายละเอียดทั้งหมดเพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุม ครม. โดยจะมีการเขียนกฎหมายให้ชัดเจนว่า การรับจ้างเปิดบัญชีม้าทำไม่ได้ ถือว่ามีความผิดและต้องมีบทลงโทษ โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเข้ามาดูในเรื่องนี้ เพื่อตัดกระบวนการบัญชีมาให้ได้ เพราะถ้าไม่มีบัญชีม้า คนร้ายก็จะไม่มีบัญชีที่จะใช้โอนเงิน ประชาชนก็จะไม่ถูกหลอกได้" นายชัยวุฒิ กล่าว
“ชัยวุฒิ” จ่อคุยแบงก์ ปรับปรุงระบบ ป้องกันประชาชน โดนหลอกเงินผ่านออนไลน์
นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึง แนวทางการฉ้อโกงประชาชนทางช่องทางออนไลน์ ที่มิจฉาชีพเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดว่า ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้มีการเข้มงวด และรับแจ้งความผู้เสียหายตั้งแต่เดือนมีนาคม จนถึงปัจจุบันกว่าแสนคดี เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยมีการเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินคดีช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด รวมถึงการเพิ่มมาตรการป้องกันการโอนเงินไปยังบัญชีม้า หากมีการพบว่ามีการโอนเงินผิดปกติจะต้องมีการระงับโดยจะมีการกำหนดมาตรการร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในการป้องกันการหลอกลวง โดยใช้ระบบป้องกันอัตโนมัติ ถ้าเห็นว่ามีพฤติกรรมผิดปกติในการโอนเงินไปต่างประเทศ หรือโอนเงินจำนวนมากๆ บ่อยๆ จึงอยากจะให้มีมาตรการหยุดการโอนเงิน หรือหยุดบัญชีม้าไม่ให้ทำงาน
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า วิธีป้องกันสุดท้ายคือ การแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบต่างๆ ก่อนโอนเงินคืน ก่อนโอนเงินควรจะมีการแจ้งเตือน เพื่อยืนยันว่าใช่เจ้าของบัญชีหรือไม่ หรือระบบโมบายแบงก์กิ้งโดนรีโมตควบคุมเครื่องให้โอนเงิน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง จะหารือให้ธนาคารทุกแห่งออกแบบระบบการป้องกันการถูกดูดข้อมูลหรือฟิตชิ่ง ซึ่งตรงนี้น่าเป็นห่วงกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ธนาคารทุกแห่งจะต้องไปปรับปรุงระบบ
ส่วนที่กังวลว่าอาจจะมีข้อกฎหมายไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในการป้องกันนั้น นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ทางกฎหมายไม่ใช่ประเด็น มันเป็นเรื่องเทคโนโลยี และเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยจะต้องอัปเดตระบบข้อมูลให้มีระบบไซเบอร์ป้องกันความปลอดภัย เพราะถ้าปล่อยให้ประชาชนโดนดูดเงินคนจะไม่กล้าใช้ระบบโมบายแบงก์กิ้ง และจะทำให้ส่งผลกระทบทบต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิดัล ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาในต่างประเทศก็ใช้วิธีการปรับปรุงระบบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์เข้ามาช่วยดู ที่สำคัญสื่อมวลชนจะต้องช่วยประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ข้อมูลให้ความรู้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข่าวสารอย่าไปหลงเชื่อแก๊งมิจฉาชีพที่บอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้วให้เอาเงินไปตรวจสอบหรือหลอกให้กดลิงก์ต่างๆ แล้วหลอกดูดเงินไป
ขอขอบคุณที่มา กรุงเทพธุรกิจ