“นายอุตตม รัฐมนตรีคลัง และประธาน ธ.ก.ส. จะรู้ทุกเรื่อง ว่า ธ.ก.ส.คิดและทำอะไรอยู่ เขาเป็นคนสานต่อเรื่องบัตรประชารัฐ ทำทุกอย่างสานต่อจากรัฐมนตรีคนที่แล้ว นายสนธิรัตน์ ดูแลเรื่องพืชผล ดูกระทรวงพาณิชย์ เรื่องปาล์ม ยาง รู้หมด ไม่ใช่มีแต่คุย ส่วนนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีสำนักนายกฯ คนที่ผมเรียกว่า โนบิตะ ไม่มีพิษภัย ทำงานทุกวัน เงินเดือนที่แบงค์กรุงเทพฯ ตั้งเท่าไหร่ เขาลาออกมาทำงานเพื่อบ้านเมือง กลับไม่ให้เขาอยู่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรี อว. ลูกศิษย์ผม มันสมองอย่างนั้นคุณจะไปหาที่ไหน ไม่เห็นค่าเลย ถึงเวลาบอกให้เปลี่ยนรัฐมนตรี จะมาบ้าง ก็ทำอย่างนั้นเลย แล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร
“ผมมองว่าพื้นที่ภาคใต้ถ้าเลือกแต่คนเดิมๆ ไม่เปลี่ยนชุดความคิด ก็จะได้แต่สิ่งเดิมๆ และอาจจะแย่ลงด้วย ผมไม่ได้พูดว่าใครทั้งสิ้น คราวที่แล้วผมสะกิดแค่นิดเดียว ทนไม่ได้เลยออกมาหาว่า สมคิดเป็นนักการตลาดลวงโลก ใจแคบแบบนี้ แล้วจะบริหารประเทศได้อย่างไร”
นายสมคิด ย้ำอีกว่า ถ้าต้องการเปลี่ยนประเทศไทย สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนการเมืองให้ได้ การท่องเที่ยว การเกษตร การอุตสาหกรรม ถือเป็นสามเหลี่ยมยุทธศาสตร์ของภาคใต้ ต้องพัฒนาให้ยั่งยืน เป็นเชิงพาณิชย์ นี่ไม่ใช่นโยบายใหม่ เพียงแต่ผู้บริหารประเทศไม่ได้สนใจ ปล่อยให้รัฐมนตรีแต่ละคนปัดไปปัดมา ใช้ความคิดแบบแยกส่วน โครงการต่างๆ เพื่อการพัฒนาภาคเศรษฐกิจจึงไม่เกิด ความเจริญกระจุกตัวอยู่เพียงบางจังหวัด ถ้าไม่ร้อยไข่มุกระหว่างจังหวัดต่างๆ ในอันดามัน ภูเก็ตก็จะหมดความหมาย จำเป็นต้องเชื่อมโยงด้วยระบบคมนาคมรถไฟความเร็วสูง
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่นโยบาย เวลานี้กำลังลำบากเมื่อเงินในกระเป๋าไม่มี ประชาชนจะตัดสินใจกันที่ใครทำได้ ใครทำไม่ได้ ตนไม่ได้บอกว่าเราทำเก่งทุกคน แต่เราเคยทำมาแล้ว เห็นปัญหาทุกจุด ไม่ต้องมาฝึกงาน เข้าไปแล้วทำได้เลย ย้ำว่าความยากจนเป็นรากเหง้าของทุกปัญหา รวมทั้งปัญหายาเสพติดที่เป็นเหมือนมะเร็งของประเทศ ทุกวันนี้ยาเสพติดเข้าถึงได้ง่ายมาก แล้วยังจะให้สูบกัญชาฟรีอีกหรือ การโหวตเท่านั้นคืออาวุธสำคัญที่สุด แสดงให้เห็นว่าเงินซื้อคนใต้ไม่ได้ พลาดแล้วต้องรู้จักจำ รู้จักเปลี่ยนแปลง