นายจตุพร กล่าวว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ลาออกจาก รมว.กลาโหม ก็มองว่า สุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย และมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรต้องลาออกเพื่อเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และต้องรู้จักพอ เพื่อบ้านเมือง
“ถ้าชอบฟังเพลง คนดีไม่มีวันตายก็ต้องเสียสละ ท่านทำเพื่อตนเองมามากแล้ว ควรทำเพื่อประเทศชาติบ้าง ซึ่งบ้านเมืองวันนี้ขาดท่านได้ แต่หากท่านอยู่ต่อไปก็จะเป็นปัญหา วันนี้สำนึกของการเป็นผู้นำใหญ่มาก จึงมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรศึกษาว่า รัฐบุรุษของโลกไม่ได้คิดเพื่อตัวเอง ถ้าคิดเพื่อตัวเองปลายทางก็คือทรราชย์”
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นลูกน้องของพล.อ.ประวิตร ได้นั้น
นายนิติธร กล่าวว่า กฎหมายเปิดทางให้สามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรมีมากกว่ากฎหมาย คือจิตสำนึกของความชอบธรรม และยิ่งเป็นผู้นำจิตสำนึกต้องมาก่อน แต่ถ้าให้กิเลสทางการเมืองครอบงำอยู่ ก็จะเป็นภารกิจของคณะหลอมรวมประชาชน แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ มีความชอบธรรมทุก อย่างจะสงบ สง่า สวยงาม
ทั้งนี้มองได้อีกว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่คิดจะพักการปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง และยังคงเหลือตำแหน่ง รมว.กลาโหม ทางการเมืองมองได้ว่า เป็นเกมส์เรื่องการล็อก ถูกจัดวางไว้ทั้งหมดหรือไม่ ตั้งแต่วันที่นั่งตำแหน่งนายกรัฐมตรี ควบ รมว.กลาโหม หรืออาจจะรู้อยู่แล้วว่า จะต้องถูกพิจารณาเรื่องวาระ 8 ปี แต่ต้องการอยู่ในอำนาจจึงควบ รมว.กลาโหม มาตลอด ซึ่งการถูกมองแบบนี้ก็เป็นการสัมพันธ์กับอำนาจในปัจุบัน จึงเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องพัก การทำหน้าที่ รมว.กลาโหมไปด้วย
เมื่อถามว่า กรณี พล.อ.ประวิตร ที่จะขึ้นนั่งตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีนั้น นายจตุพร ระบุว่า การที่ พล.อ.ประวิตร ขึ้นมาในรักษาการนายกฯ ก็เป็นไปตามกฎหมาย แต่ปัญหาคือ 8 ปี ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา ดังนั้นคณะหลอมรวมประชาชนจึงใช้คำว่า ต้องนับ 1 ใหม่ และกระบวนการตามรัฐธรรมนูญหลังจากนี้ ไม่ใช่แนวแก้ไขปัญหา แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐบาล แต่แนวทางของคณะหลอมรวมประชาชนมีภารกิจในการเปลี่ยนแปลงชาติบ้านเมืองให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง
ดังนั้นการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตร ก็จะต้องมีอุปสรรคขวากหนามแน่นอน เพราะประชาชนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ซึ่งนี่เป็นแค่การเปลี่ยนคน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง โดยคณะหลอมรวมประชาชน ยืนยันว่า หลังจากนี้จะจัดการชุมนุมต่อไป ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ และจัดแถลงแนวทางในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) เพราะเชื่อว่า ปัญหารุกลาม และเป็นไฟลามทุ่งแล้ว หลังจากนี้จะเกิดวิกฤตยังไม่จบ ตราบใดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไปทำเนียบรัฐบาล ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับการทำบัญชีโยกย้าย ผู้นำเหล่าทัพได้ด้วย ซึ่งมองว่า ยังมีหลายเรื่องที่เป็นวิกฤต
นายนิติธร กล่าวเสริมว่า ตัว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำลายความชอบธรรมของพี่น้อง 3 ป.ไปแล้ว แม้ พล.อ.ประวิตร จะรักษาการ ก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน และสังคมมองมาตลอดว่า บ้านเมืองมาถึงวันนี้เพราะ 3 ป. ที่ทำให้เกิดอำนาจนิยม และเผด็จการวุฒิสภา
ส่วนแนวทางทางการเคลื่อนไหวของคณะหลอมรวมประชาชนนั้น จำเป็นที่จะต้องไล่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เลยหรือไม่ นายจตุพร มองว่า ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าไล่ เพราะคณะหลอมรวมเดินด้วยเหตุและผล ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกในการเดิน แต่ต้องการทำให้ประชาชนลุกขึ้นมาคิด เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ถูกต้องภายใต้กติกาที่ถูกต้อง
ส่วนกรณีจะบุกไปทำเนียบหรือไม่นั้น นายจตุพร ระบุว่า การไปทำเนียบรัฐบาล วันหนึ่งเมื่อประชาชนออกมาพร้อมแล้ว คนจะถึงทำเนียบรัฐบาลอยู่ดี ดังนั้นทำเนียบจะไปวันไหนก็ได้ แต่กลไกของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สะท้อนถึงความหวาดกลัว และเมื่อไรที่ประชาชนพร้อมก็จะได้ตัดสินใจเคลื่อนไปทำเนียบในเวลาที่ใช่ โดยจะขอรอดูความพร้อม ดูปรากฎการณ์ของประชาชน โดยให้ดูวันที่ 28 ส.ค. นี้ ถ้าประชาชนพร้อมก็จะนัดหมายเพื่อการเดิน
ส่วนที่กระแสโซเชียลระบุอาจจะมีแนวร่วมเยอะ แต่ไม่ได้มีคนออกมาร่วมนั้น มองว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาก็เริ่มจากไม่ค่อยมีคนออกมาร่วม แต่เชื่อว่า ปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนด และเชื่อว่า จะเร็วเมื่อถึงเวลา เร็วแบบชนิดที่คาดไม่ถึง
นายนิติธร กล่าวเสริมว่า การต่อสู่ครั้งนี้ไม่ได้กังวลและกดดันอะไร เพราะเป้าหมายในการต่อสู้คือเรื่องใหญ่ หลายคนอาจจะมองว่าต้องใช้เวลา แต่ส่วนตัวเชื่อว่ามันถึงเวลาที่ประเทศต้องเปลี่ยนแปลง และปรากฏการณ์บางปรากฏการณ์จะทำให้เวลาสั้นลง
เมื่อถามว่า กรณีที่จะโหวตนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น นายนิติธร มองว่า ยังไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว จะต้องรอศาลรัฐธรรมนูญก่อนอย่างน้อย 22 วัน เพื่อให้ศาลมีคำวินิจฉัย กระบวนการจึงจะเริ่มขึ้น
ขณะที่ นายจตุพร ยังบอกเพิ่มเติมด้วยว่า น่าจับตาด้วยว่า หาก พล.อ.ประวิตร ดำรงตำแหน่งรักษาการ ในทางการเมือง ก็อาจจะมีกรณี ตัดสินใจยุบสภา ซึ่งก็จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดไปและ พล.อ.ประวิตร จะเป็นนายกรักษาการ
ส่วน พล.อ.ประวิตร หากขึ้นตำแหน่งรักษาการนายกฯ มีโอกาสในการปรับ ครม. หรือไม่นั้น มองว่า หากดูกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจชัด และถ้าถือตามหลักกฎหมายมหาชน สิ่งใดที่กฎหมายไม่ให้อำนาจไว้ก็ไม่ควรทำ ซึ่งมองว่า หลังจากนี้เมื่อ พล.อ.ประวิตร ดำรงตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ปัญหาจะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนี้ เพราะความอยากมีกิเลสในอำนาจ ซึ่งถ้า พล.อ.ประวิตร เลือกปรับ ครม. ก็จะถือว่ามีความสุ่มเสี่ยง ดังนั้นคงต้องจับตาว่า ถ้า พล.อ.ประวิตร เป็นรักษาการฯ จะเล่นหน้าการเมืองอย่างไรด้วย