หลายประเทศทั่วโลกเตือนประชาชนพร้อมรับวิกฤต
30 ต.ค. 2569 | apirak_pra

หลายประเทศทั่วโลกเตือนประชาชนให้ "เตรียมเสบียงฉุกเฉิน" 3-14 วัน! รับมือสงคราม ภัยไซเบอร์ และวิกฤตใหญ่ นำมาซึ่งคำถาม "เกิดอะไรขึ้นกับโลกในเวลานี้?"
ข่าว
30 ต.ค. 2569 | apirak_pra

หลายประเทศทั่วโลกเตือนประชาชนให้ "เตรียมเสบียงฉุกเฉิน" 3-14 วัน! รับมือสงคราม ภัยไซเบอร์ และวิกฤตใหญ่ นำมาซึ่งคำถาม "เกิดอะไรขึ้นกับโลกในเวลานี้?"
KEY
POINTS
กระแสข่าวการเตรียมเสบียงฉุกเฉิน กำลังได้รับความสนใจ หลังรัฐบาลหลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค เงินสด และสิ่งของจำเป็น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ระบบไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร หรือห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า มีอย่างน้อย 20 ประเทศ ที่มีมาตรการหรือคู่มือเตรียมความพร้อม โดยบางประเทศเพิ่งเปิดตัวแคมเปญในเดือนตุลาคม 2569 ขณะที่อีกหลายประเทศมีแนวทางมานานแล้ว
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม รัฐบาลอังกฤษเปิดแคมเปญ "Be Ready" แนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์ฉุกเฉินอย่างน้อย 3 วัน เพื่อรับมือภัยธรรมชาติ ไฟฟ้าดับ การโจมตีทางไซเบอร์ และความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
วันที่ 27 ตุลาคม รัฐบาลญี่ปุ่นย้ำคำแนะนำในวันที่ 2 พฤศจิกายน ให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์สุขาภิบาลอย่างน้อย 3 วัน หรือ 7 วันหากเป็นไปได้ เพื่อรับมือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแผ่นดินไหวร่องลึกนันไก (Nankai Trough) ซึ่งเป็นร่องลึกใต้ท้องทะเลขนาดใหญ่ที่มีความยาวประมาณ 800 - 900 กิโลเมตร นอกชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น แผ่นดินไหวบริเวณกรุงโตเกียว และภัยจากภูเขาไฟฟูจิ
รัฐบาลสวีเดนเผยแพร่คู่มือ "In Case of Crisis or War" ให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม วิทยุ ไฟฉาย และสิ่งของจำเป็นสำหรับอย่างน้อย 1 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางรับมือการโจมตีทางทหารและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
นอร์เวย์แนะนำให้ทุกครัวเรือนเตรียมเสบียงสำหรับ 1 สัปดาห์ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบชำระเงิน หรือการขนส่งหยุดทำงาน
ศูนย์วิกฤตแห่งชาติเบลเยียม เผยแพร่คู่มือเตรียมพร้อมฉบับใหม่ แนะนำให้ประชาชนมีสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินและวิกฤตระดับประเทศ
เป็นแคมเปญสร้างความตระหนักรู้ และการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ดำเนินการโดย หน่วยงานด้านการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ หรือ NCTV (National Coordinator for Security and Counterterrorism) ที่ส่งเสริมให้ประชาชนจัดเตรียมชุดฉุกเฉินสำหรับ 72 ชั่วโมง พร้อมวางแผนรับมือร่วมกับครอบครัวและเพื่อนบ้าน หากระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือการสื่อสารหยุดชะงัก
รัฐบาลเปิดตัวแนวทางเตรียมพร้อมรับวิกฤต ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ก่อนความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐจะเข้าถึง
มีแผนเผยแพร่คู่มือเตรียมพร้อมแก่ประชาชน หลังจากมีแนวทางสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมงอยู่แล้ว รวมถึงการเตรียมรับมือภัยไซเบอร์และสถานการณ์ด้านความมั่นคง
หน่วยงานด้านการคุ้มครองพลเรือนของเยอรมนี แนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์จำเป็นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีแนวทางเตรียมเสบียงระยะยาวถึง 10 วัน
ออสเตรียมีคำแนะนำให้ครัวเรือนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นสำหรับ 2 สัปดาห์ เพื่อรับมือภัยพิบัติ ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง และการขาดแคลนสินค้าจำเป็น
ให้ความสำคัญกับการเตรียมชุดฉุกเฉินสำหรับ 72 ชั่วโมง รวมถึงการจัดเตรียมที่หลบภัย ระบบแจ้งเตือน และแผนอพยพ ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงในยุโรปตะวันออก
รัฐบาลแนะนำให้ประชาชนมีเสบียงเพียงพอสำหรับ 1 สัปดาห์ เพื่อรับมือภัยพิบัติ ระบบสาธารณูปโภคขัดข้อง และภัยคุกคามด้านความมั่นคง
ทั้งสองประเทศมีคู่มือรับมือวิกฤต โดยเน้นการจัดกระเป๋าฉุกเฉิน การเตรียมอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงแผนการอพยพหากเกิดภัยคุกคามต่อความปลอดภัย
ทางการแนะนำให้ประชาชนเตรียมน้ำดื่ม อาหาร ยา และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจทำให้บริการพื้นฐานหยุดชะงัก
รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนมีชุดฉุกเฉินพร้อมใช้งาน ประกอบด้วยน้ำดื่ม อาหาร ยา วิทยุ ไฟฉาย และเอกสารสำคัญ สำหรับช่วง 3 วันแรกของวิกฤต
สาธารณรัฐเช็กมีโครงการรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมพร้อมสำหรับ 72 ชั่วโมงแรกของเหตุฉุกเฉิน โดยเน้นการพึ่งพาตนเองและการรับข้อมูลจากหน่วยงานทางการ
รัฐบาลแคนาดามีคำแนะนำให้ประชาชนจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์จำเป็นอย่างน้อย 3 วัน เพื่อรับมือภัยธรรมชาติและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ
หน่วยงานท้องถิ่นของออสเตรเลียมีแนวทางจัดชุดฉุกเฉิน สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วม ไฟป่า พายุ และภัยพิบัติอื่น ๆ โดยระยะเวลาสำรองสิ่งของอาจแตกต่างกันตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
สำนักงานจัดการฉุกเฉินกลาง (Federal Emergency Management Agency) หรือ FEMA ส่งเสริมให้ประชาชนจัดชุดฉุกเฉินผ่าน "Ready.gov" มาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีรายงานเกี่ยวกับแผน "FORTRESS" ที่มุ่งให้ฐานทัพสำคัญสามารถดำเนินงานได้ด้วยตนเองถึง 90 วัน หากเกิดสงครามหรือระบบโครงสร้างพื้นฐานหยุดชะงัก แต่แผนนี้ เป็นมาตรการทางทหาร ไม่ใช่คำสั่งให้ประชาชนสำรองเสบียง 90 วัน
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศยุทธศาสตร์ "Preparedness Union Strategy" ส่งเสริมให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อรองรับภัยธรรมชาติ โรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทหาร
ปัจจัยสำคัญ ไม่ได้มีเพียงความกังวลเรื่องสงคราม แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ ที่อาจทำให้ระบบธนาคาร การชำระเงิน ไฟฟ้า และการสื่อสารหยุดชะงัก รวมถึงภัยธรรมชาติ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการขนส่งและการกระจายสินค้า รัฐบาลของหลายประเทศ จึงต้องการให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ในช่วงแรกของวิกฤต เพื่อให้เจ้าหน้าที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงก่อน
แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้หลายประเทศเพิ่มความพร้อมด้านความมั่นคง แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าคำแนะนำให้เตรียมเสบียงเหล่านี้เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลได้รับข่าวกรองเกี่ยวกับสงครามโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น
ที่สำคัญ หลายประเทศมีคู่มือเตรียมพร้อมมาตั้งแต่ก่อนปี 2569 และไม่ได้ประกาศเตือนพร้อมกันทั้งหมด