พลอากาศโท ธนพันธุ์ ยังได้ย้ำข้อกังวลว่า ตามกฎหมายนั้น คำสั่งทางปกครองมีผลใช้บังคับแล้ว หลังนายแพทย์สรณ ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง จน 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางก็ไม่รับการพิจารณาอุทธรณ์ของนายแพทย์สรณ ดังนั้น ตนจึงให้ความเห็นว่า เมื่อศาลปกครองกลาง ไม่ได้เห็นแย้งกับคณะกรรมการสรรหา ซึ่งหากศาลฯ เห็นพ้องกับนายแพทย์สรณ ก็คงมีการประทับรับคำร้องทุเลาแล้ว หรือยังไม่ให้นำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ศาลปกครองกลาง ยังให้ดำเนินการต่อในการนำความขึ้นกราบบังคมทูล
"ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า นอกจากศาลไม่ได้มีคำสั่งทุเลาแล้ว แต่ยังแนะนำให้ดำเนินการตามกฎหมายด้วย ซึ่งตามกฎหมาย กสทช. ในการพ้นจากตำแหน่งนั้น จะมีผลตั้งแต่ขาดคุณสมบัติ ดังนั้น จึงหมายความว่า วันพ้นจากตำแหน่ง จะต้องนับย้อนหลัง และกฎหมายยังเปิดช่องให้คณะกรรมการ กสทช.ทำหน้าที่ต่อ ตามจำนวนที่เหลือได้ จึงมั่นใจว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ การให้คณะกรรมการที่เหลือทำหน้าที่ และไม่ต้องรอการโปรดเกล้าฯ พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ตามเจตนารมณ์ คือ การป้องกันไม่ให้ละเมิดพระราชอำนาจ หรืออ้างพระบรมราชวินิจฉัย" พลอากาศโท ธนพันธุ์ ระบุ
พลอากาศโท ธนพันธุ์ ยังย้ำว่า ตนเอง พร้อมทำหน้าที่กรรมการ กสทช.พร้อมกับคณะกรรมการอีก 6 คนที่เหลือ แต่การให้นายแพทย์สรณ ร่วมประชุม หรือเป็นประธาน กสทช.ต่อ จะยิ่งส่งผลกระทบร้ายแรงยิ่งกว่า
ขณะที่ นางสาวอรดา เทพยายน ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช.ได้ชี้แจงถึงสาเหตุที่สำนักงาน กสทช.มีความเห็นไม่ตรงกับกรรมการ กสทช.ว่า แม้สำนักงาน กสทช.จะได้รับหนังสือยืนยันมติจากคณะกรรมการสรรหา กสทช.แล้ว แต่สำนักงาน กสทช.ก็ยังต้องจัดการประชุม เพราะยังมีข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เข้าใจไม่ตรงกัน ซึ่งไม่ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด แต่ในการพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช.ตามพระราชบัญญัติ กสทช. ในมาตรา 20 กำหนดไว้ว่า จะต้องตาย ลาออก หรืออายุครบ 70 ปี หรือมีคุณสมบัติต้องห้าม หรือมีข้อห้ามตามมาตรา 8
"ซึ่งคณะกรรมการสรรหา กสทช.ได้วินิจฉัยว่า นายแพทย์สรณ สละสิทธิ์การสรรหาตามมาตรา 18 แต่มาตรา 18 ไม่ได้เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่ง จึงเป็นที่มาของข้อกฎหมาย ที่กรรมการ กสทช.ยังมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกับสำนักงาน กสทช. ดังนั้น จึงต้องขอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งก่อน ซึ่งมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคำพิพากษาศาลฎีกาไว้แล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ยังทำให้สำนักงาน กสทช.ได้เชิญนายแพทย์สรณเข้าร่วมการประชุม แต่หากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายแพทย์สรณ พ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็จะเข้าเกณฑ์กฎหมายมาตรา 20 ซึ่งสำนักงาน กสทช.ก็จะดำเนินการต่อไป" นางสาวอรดา กล่าว
ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช.ยังย้ำว่า สำนักงาน กสทช.ดำเนินการตามกฎระเบียบ และกฎหมายที่มี ซึ่งทุกคนสามารถมีความเห็น และมีสิทธิโต้แย้งได้ แต่ทุกความเห็นต้องอยู่บนกระบวนการการตรวจสอบด้วย ซึ่งตนไม่ได้หมายความว่า คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ไม่เหมาะสม แต่สามารถรับฟังเรื่อง หรือรับฟังความเห็นได้ แต่กระบวนการการตรวจสอบ จะต้องให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
"พร้อมย้ำว่า สำนักงาน กสทช.มองว่า หากคำพิพากษายังไม่ถึงสิ้นสุด ทุกคนก็มีสิทธิโต้แย้งคำพิพากษา จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงศาลฎีกาได้เช่นกัน เช่นเดียวกันกับกรณีนี้ หากกระบวนการยังไม่สิ้นสุด เป็นเพียงความเห็นของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ยังไม่ได้แม้แต่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงอยากให้ที่ประชุมบันทึกความเห็นนี้ไว้ด้วย" นางสาวอรดา เผย
ด้าน นางสาวพรพิมล อุ่นไพร ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายเทคโนโลยีและการพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แจงผลของคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.รวมถึงขั้นตอนการนำความขึ้นกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย โปรดเกล้าฯ ให้นายแพทย์สรณ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.ว่า หากพิจารณาตามกฎหมาย ปัจจุบันข้อเท็จจริงมีคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่นายแพทย์สรณ ได้ยื่นคำร้องไปแล้ว และมีการกำหนดให้ดำเนินการใหประธาน กสทช.พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรค 1 วงเล็บ 5 ของพระราชบัญญัติ กสทช.ที่ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูล และเป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย เพราะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
"ส่วนการพิจารณาการพ้นจากตำแหน่งของประธาน กสทช.จะต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่นั้น ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้แจงว่า ตามมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติ กสทช.กำหนดการมีพระบรมราชโองการให้นับแต่วันขาดคุณสมบัติ ซึ่งจะต้องรอในรายละเอียดพระบรมราชโองการ แต่เป็นอำนาจนายกรัฐมนตรีดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาว่าตำแหน่งใดต้องทูลเกล้าให้พ้นจากตำแหน่ง อาจพิจารณาได้ 2 ส่วน คือ นายกรัฐมนตรี จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล แต่ไม่อาจก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัยได้ ฉะนั้น ฝ่ายบริหาร หรือนายกรัฐมนตรี ก็ต้องดำเนินการตามที่กฎหมาย กำหนด" นางสาวพรพิมล เผย
ด้าน ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ เห็นว่า การพิจารณาวันพ้นจากตำแหน่ง ตามกฎหมาย กสทช.ให้นับแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งในกรณีนี้ ตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช.ให้ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้นปี 2565 ซึ่งการจะเข้าร่วมประชุมได้หรือไม่นั้น ในบางมุม ถือเป็นสำนึกว่า เมื่อมีเหตุอันควรตามกฎหมาย กสทช. เท่าที่ตนทราบ ก็เคยมีกรรมการ กสทช. ที่ทราบว่า มีลักษณะต้องห้ามไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ได้ขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวได้
"เช่น กรณีนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช.ที่ศาลฎีกาพิพากษาว่ามีความผิดจากคดีปีนรั้วสภาเมื่อปี พ.ศ. 2560 จนมีบันทึกข้อความถึงเลขาธิการ กสทช.ในขณะนั้น ที่ขอยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว โดยไม่ขอรับค่าตอบแทน และขอคืนสิทธิประโยชน์ตามตำแหน่ง ก่อนมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560 จนกระทั่งมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีโดยให้มีผลย้อนหลัง ซึ่งสะท้อนนางสาวสุภิญญา มีสำนึกชัดเจน และเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง เพราะการทำหน้าที่ กสทช.หากเกิดความเสียหาย ก็จะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ เอกชน หรือผู้บริโภคได้" ดร.พิรงรอง เผย
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช.ด้านเศรษฐศาสตร์ ชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ ว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหา กสทช.ชี้ชัดแล้วว่า นายแพทย์สรณ สละสิทธิ์การสรรหาเป็นกรรมการ กสทช.ตั้งแต่ต้น ก็ถือว่า นายแพทย์สรณ ไม่ใช่คณะกรรมการ กสทช.อีกต่อไป ซึ่งหากตนเข้าร่วมประชุมด้วย จะถือว่า ตนร่วมประชุมกับใคร หรือใครอนุญาตให้ใครเข้ามาร่วมประชุมได้ ซึ่งหากยังมีการประชุมต่อไป ตนมั่นใจว่า ความเสียหายจะเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งกฎหมายก็จะไม่คุ้มครอง เพราะมีหนังสือแจ้งมาจากคณะกรรมการสรรหา กสทช.ถึงกรรมการ กสทช.แล้วว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถือเป็นที่สิ้นสุด ซึ่งคณะกรรมการ กสทช. 3 คน แม้จะถูกมองว่า ผูกกันไป แต่ต่างคนก็ต่างมีความเห็น และจะต้องไม่ลืมว่า แม้ 3 คนดังกล่าวจะผูกกัน แต่ก็ยังเหลือกรรมการ กสทช. อีก 4 คน ซึ่งรวมนายแพทย์สรณด้วย และยังสามารถเดินหน้าการประชุมต่อไปได้
"ดังนั้น 4 คนดังกล่าว หากอยู่กันครบ ก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ตนก็ขอรอ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย ซึ่งจะมีมูลค่าเยอะ พร้อมย้ำว่า กรรมการ กสทช.อีก 4 คนที่เหลืออยู่ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ปัจจุบันที่เหลือไม่ถึง 4 คน ก็ต้องไปสอบถามกันว่า มีใครกันบ้างอย่างไร แต่ตนมีจุดยืนชัดเจน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจะเยอะกว่ามาก และยิ่งวาระการประชุมเป็น 100 วาระ ก็จะยิ่งทวีคูณขึ้นไป จึงขอให้เข้าใจในประเด็นดังกล่าวด้วย" รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช เผย
ด้าน นางสาวภคมน ได้ย้ำว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาเรื่องนี้มาแล้วถึง 4 ครั้ง และได้ดำเนินการบนอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และทุกครั้งก็เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาทุกหน่วยงาน และเชิญนายแพทย์สรณ รวมถึงนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช.ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กสทช.หลาย ๆ ครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับความร่วมมือ ดังนั้น การจะกล่าวหาว่า การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย ตนยืนยันว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างตามกฎหมาย และการแสดงความเห็นของตนสู่สาธารณะ คือ แสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชน และคิดว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปปรึกษาสำนักงาน กสทช. เพราะไม่ใช่ลูกน้องของนายแพทย์สรณ และนายไตรรัตน์
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในวันนี้ (13 ส.ค.) นายแพทย์สรณ และนายไตรรัตน์ ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงต่อกรรมาธิการด้วย โดยมอบหมายให้ ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช.เป็นผู้แทนเลขาธิการ กสทช.