"ทรัมป์"จับมือ "เปเซชเคียน" เซ็นดีลยุติสงคราม-เปิดช่องแคบฮอร์มุซ
18 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

โลกจารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ และมาซูด เปเซชเคียน ร่วมลงนามหยุดยิงถาวร ยุติสงครามทุกแนวรบ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

โลกจารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ และมาซูด เปเซชเคียน ร่วมลงนามหยุดยิงถาวร ยุติสงครามทุกแนวรบ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที
KEY
POINTS
สำนักข่าว อัล จาซีรา รายงานความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ร่วมกันลงนามอิเล็กทรอนิกส์ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอย่างเป็นทางการ โดยทางการปากีสถานในฐานะตัวกลางแถลงยืนยันว่า "ข้อตกลงอิสลามาบัด" (Islamabad MoU) มีผลบังคับใช้ในทันที ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องสั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และอิหร่านต้องเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซทันที ท่ามกลางกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลอิสราเอลที่มองว่าดีลนี้ไม่ได้ตอบโจทย์เป้าหมายทางสงครามเลยแม้แต่น้อย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ร่วมลงนามในเอกสารประวัติศาสตร์นี้ ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำซึ่งจัดขึ้นโดย ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง โดยทรัมป์ได้กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนพร้อมแสดงท่าทีผ่อนคลายว่า "นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริง ๆ" ขณะที่มาครงได้โพสต์วิดีโอและข้อความแสดงความยินดีว่า ดีลนี้จะช่วยปูทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและจะส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลงในเร็ววัน สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และ WTI ในตลาดโลกที่ดิ่งลงทันทีกว่า 1% หลังทราบข่าวการลงนาม
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้สร้างความประหลาดใจกลางวงประชุม G7 ด้วยการออกมาให้ความเห็นว่า "มันไม่ยุติธรรม" หากอิหร่านจะไม่มีสิทธิ์ครอบครองขีปนาวุธนำวิถี ในเมื่อประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคต่างก็มีกันหมด ซึ่งท่าทีดังกล่าวสอดรับกับเสียงชื่นชมจาก สว. โรเจอร์ มาร์แชลล์ จากพรรครีพับลิกัน ที่ยกย่องว่าดีลของทรัมป์ครั้งนี้เหนือชั้นกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในยุคของบารัค โอบามา เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศอาหรับและมีมติรองรับจาก UN ในอนาคต
***ชมคลิป วินาทีเซ็น MoU จากโพสต์ของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง
สาระสำคัญของข้อตกลงอิสลามาบัดระบุให้มีการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบรวมถึงเลบานอนโดยทันที สหรัฐฯ จะต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันและถอนกองเรือปิดล้อมภายใน 30 วัน ด้านอิหร่านตกลงจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าผ่านฟรีโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน และจะร่วมมือกับโอมานในการวางระบบการจัดเก็บค่าบริการจัดหาน่านน้ำใหม่ในอนาคต พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ และพันธมิตรจะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจแก่อิหร่านมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม เอสมาอิล บาเฆอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อท้องถิ่นอย่างดุดันว่า อิหร่านจะเฝ้าจับตาการปฏิบัติตามสัญญาของสหรัฐฯ "อย่างเข้มงวดที่สุดและไม่มีการผ่อนปรน" พร้อมประกาศกร้าวว่า "ระบบขีปนาวุธของอิหร่านมีไว้เพื่อยิงเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อเจรจาต่อรอง" โดยเรื่องนี้รวมถึงสิทธิ์ในการเก็บรักษายูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงไว้ในประเทศจะไม่อยู่ในกระบวนการเจรจาข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 60 วันข้างหน้า ณ กรุงเจนีวา แน่นอน
นูร์ โอเดห์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า ข้อตกลงนี้สร้างความโกรธแค้นให้แก่ทุกขั้วการเมืองในอิสราเอล เนื่องจากข้อตกลงไม่มีคำสั่งรื้อถอนศักยภาพนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธของอิหร่าน และไม่สามารถล้มล้างรัฐบาลเตหะรานตามที่ เบนจามิน เนทันยาฮู เคยสัญญาไว้กับประชาชนได้ ส่งผลให้กองทัพอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศในภาคใต้ของเลบานอนอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่นาบาตีเยห์ เพื่อพยายามยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเนินเขา อาลี ตาฮาร์ (Ali Tahar Hills) ก่อนที่จะถูกกดดันให้ถอนทหาร ส่งผลให้ทหารอิสราเอลเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย และบาดเจ็บอีกหลายนาย
ขณะเดียวกัน โจ เคนต์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่งลาออกเพื่อประท้วงนโยบายสงคราม ได้ออกมาเตือนทรัมป์ว่า กุญแจสำคัญที่จะทำให้ข้อตกลงนี้ยั่งยืนคือ "การควบคุมและยับยั้งอิสราเอล" ไม่ให้ก่อกวนกระบวนการสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ รามิ คูรี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยอเมริกันเบรุต ที่มองว่าอิสราเอลจะยอมถอนกำลังออกจากเลบานอนอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดบังคับเท่านั้น
กว่าจะมาถึงวันลงนามประวัติศาสตร์ในวันนี้ ทั้งสองฝ่ายผ่านสมรภูมิและวิกฤตการณ์นองเลือดมาอย่างสาหัส ดังนี้