สหรัฐฯ ยื่นโรดแมปหย่าศึก แต่ฮิซบอลเลาะห์ยื่นเงื่อนไข "ยิงมายิงกลับ"
ท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือด มีรายงานว่า นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ต่อสายตรงถึงประธานาธิบดี โจเซฟ อูน แห่งเลบานอน และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เพื่อเสนอ "โรดแมป" ในการลดระดับความรุนแรง
เงื่อนไขสำคัญของสหรัฐฯ คือ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องหยุดโจมตีอิสราเอลทุกรูปแบบ เพื่อแลกกับการที่อิสราเอลจะงดเว้นการยกระดับโจมตีทางอากาศในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน อย่างไรก็ตาม นายนาบิห์ เบอร์รี ประธานสภาเลบานอนซึ่งมีความใกล้ชิดกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ให้คำตอบที่คลุมเครือ โดยระบุว่าจะยอมหยุดยิงก็ต่อเมื่อฝ่ายอิสราเอลเป็นฝ่ายหยุดลั่นไกก่อนเท่านั้น ขณะที่สหรัฐฯ ประณามฮิซบอลเลาะห์ว่าทำตามคำสั่งของรัฐบาลเตหะรานโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนในชาติ
ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์แถลงตอบโต้ ยืนยันว่าได้ทำการยิงจรวดและปืนใหญ่ถล่มกองกำลังอิสราเอลบริเวณชานเมืองโยห์มอร์ อัล-ชากิฟ ทางตอนใต้ของเลบานอน เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และสามารถยิงโดรน "Hermes 450" ของอิสราเอลตกในฝั่งตะวันตกของเลบานอนตอนใต้ได้ 1 ลำ
"ทรัมป์" ขู่ขยับเงื่อนไขนิวเคลียร์-พร้อมปิดจ๊อบด้วยกำลังทหาร
ด้านความเคลื่อนไหวจากฝั่งสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ CNN ที่ระบุว่าร่างข้อตกลงฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่มีการบรรจุวาระเรื่องนิวเคลียร์ โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ตอกกลับว่าเป็น "ข่าวปลอม" และยืนยันว่าเนื้อหาหลักของข้อตกลงระบุไว้อย่างชัดเจนและเต็มไปด้วยรายละเอียดว่า "อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครอง"
อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นของสหรัฐฯ รายงานเพิ่มเติมว่า ทรัมป์กำลังสั่งให้ตัวแทนเจรจาเพิ่มเงื่อนไขที่รัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับการอายัดสินทรัพย์ของอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทาง Fox News โดยส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า หากสหรัฐฯ ไม่ได้รับข้อตกลงที่น่าพึงพอใจจากอิหร่าน กองทัพสหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะ "ปิดจ๊อบทุกอย่างด้วยกำลังทางทหาร" ทันที
ขณะที่ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่าการส่งข้อความเจรจาระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่จะยังไม่มีอะไรแน่นอนจนกว่าข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการ
ตลาดหุ้นเอเชียบวกรับความหวัง น้ำมันพุ่งแตะ 93 ดอลลาร์
แม้อิสราเอลจะขยายวงสงครามเข้าเลบานอน แต่ตลาดหุ้นรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียกลับเปิดตลาดวันแรกของสัปดาห์ด้วยแดนบวก โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นบวกเพิ่ม 0.5% เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังต่อกลุ่มเทคโนโลยีและการประเมินว่าระยะวิกฤตุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลกใกล้จะผ่านพ้นไปหากเรือขนส่งน้ำมันกลับมาเดินเรือได้ปกติ
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในตลาดเอเชียพุ่งทะยานขึ้นมากกว่า 2% ทะลุระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางยังคงเสียหายและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู
อัปเดตสถานการณ์รอบด้านในภูมิภาค
-
อิหร่าน: ประกาศความสำเร็จในการกลับมาเดินเครื่องผลิตแก๊สธรรมชาติในแพลตฟอร์มทางทะเล 3 แห่ง ณ แหล่งแก๊สเซาท์พาร์ส (South Pars) ได้อีกครั้ง หลังจากถูกอิสราเอลโจมตีทางอากาศเสียหายไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
-
อิรัก: เกิดเหตุระทึกเมื่ออิหร่านยิงขีปนาวุธ 2 ลูกเข้าใส่ฐานที่มั่นของกลุ่มการเมืองชาวเคิร์ด "Komala" ในจังหวัดเออร์บิล ทางตอนเหนือของอิรัก ทำให้ยอดรวมการโจมตีใส่กลุ่มดังกล่าวพุ่งเกิน 81 ครั้งแล้ว นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านเปิดฉากขึ้น
-
ฉนวนกาซา: เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของอิสราเอลโจมตีท่าเรือประมงทางตะวันตกของฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2 ราย และมีการใช้โดรนติดอาวุธโจมตีเขตไซตูน รวมถึงระเบิดปืนใหญ่ในเบต ลาฮิยา ทางตอนเหนือด้วย
-
ซีเรีย: กองทัพอิสราเอลรุกคืบเข้าสู่ทางตอนใต้ของซีเรีย ในจังหวัดคูเนตราและเดรา โดยมีการตั้งจุดตรวจชั่วคราวและค้นรถพลเรือนก่อนจะถอนกำลังออกไป
- เยรูซาเลม: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวที่บุกเข้าไปในพื้นที่มัสยิดอัล-อักซา ภายใต้การคุ้มกันของตำรวจอิสราเอล พร้อมมีการชักธงชาติอิสราเอลขึ้น ซึ่งถือเป็นการยั่วยุและละเมิดสถานะทางประวัติศาสตร์ของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์