วิเคราะห์วาทะ ‘สี จิ้นผิง’ กับการก้าวสู่บทบาทผู้นำระเบียบโลกใหม่”
15 เม.ย. 2569

วิเคราะห์วาทะเด็ด "สี จิ้นผิง" ส่งสัญญาณจีนเลิกซ่อนคม ปรับยุทธศาสตร์จากเชิงรับสู่เชิงรุก ประกาศไม่ยอมรับการกลับไปสู่ “กฎแห่งพงไพร”
ข่าว
15 เม.ย. 2569

วิเคราะห์วาทะเด็ด "สี จิ้นผิง" ส่งสัญญาณจีนเลิกซ่อนคม ปรับยุทธศาสตร์จากเชิงรับสู่เชิงรุก ประกาศไม่ยอมรับการกลับไปสู่ “กฎแห่งพงไพร”
15 เมษายน 2569 กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์ทิศทางนโยบายต่างประเทศของจีนภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่กำลังปรับเปลี่ยนจากแนวทาง "สงวนท่าที" (Hide your strength, bide your time) ไปสู่การมีบทบาทเชิงรุกในเวทีโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการประกาศไม่ยอมรับการกลับไปสู่ “กฎแห่งพงไพร” (Law of the Jungle)
อาจารย์กฤษฎา ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประเด็นที่ประชาคมโลกกำลังให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดคือทิศทางนโยบายต่างประเทศของจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง การแสดงทัศนะล่าสุด ณ กรุงปักกิ่ง เกี่ยวกับการไม่ยอมรับการกลับไปสู่ “กฎแห่งพงไพร” (Law of the Jungle) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่า จีนกำลังปรับเปลี่ยนแนวทางจากการสงวนท่าที (Hide your strength, bide your time) ไปสู่บทบาทที่มีส่วนร่วมในเวทีโลกมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การแถลงครั้งนี้มิใช่เพียงการแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ แต่เป็นการตอกย้ำหลักการ “ความมั่นคงที่ไม่อาจแบ่งแยกได้” และการมุ่งเน้นความสำคัญของหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะความมั่นคงทางพลังงานในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่านโยบายต่างประเทศของจีนกำลังยกระดับจากเชิงรับไปสู่เชิงรุกที่ชัดเจน เพื่อคานอำนาจและถ่วงดุลในระเบียบโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในรอบทศวรรษ
วิเคราะห์ถ้อยแถลง: นิติธรรมสากลและดุลยภาพแห่งอำนาจ
หากพิจารณาถ้อยแถลงของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ระหว่างการต้อนรับมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี จะพบการเลือกใช้ถ้อยคำที่ส่งนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นในระบบพหุภาคี โดยเฉพาะประโยคต้นฉบับภาษาจีนที่ว่า:
“维护国际法治权威,不能合則用、不合則棄。”
(Wéihù guójì fǎzhì quánwēi, bùnéng hé zé yòng, bùhé zé qì)
ถอดความได้ว่า: “การรักษาไว้ซึ่งอำนาจแห่งหลักนิติธรรมระหว่างประเทศนั้น จะกระทำเพียงเพราะสอดคล้องกับประโยชน์ของตนแล้วจึงนำมาใช้ และเมื่อใดที่ไม่สอดคล้องก็ละทิ้งไปเสีย... นั้นย่อมกระทำมิได้”
คำว่า “棄” (Qì) ในบริบทนี้ สื่อถึงการละเลยหรือทอดทิ้งข้อตกลงสากล ซึ่งทางการจีนมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืน การใช้ภาษาดังกล่าวเป็นการวิจารณ์เชิงหลักการต่อแนวทางนโยบายต่างประเทศที่เน้นผลประโยชน์ฝ่ายเดียว (Unilateralism) โดยจีนมองว่ากฎหมายสากลไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองที่ถูกนำมาใช้หรือละเว้นตามความสะดวกของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง
นอกจากนี้ วลี “Law of the Jungle” หรือ “丛林法则” (Cónglín fǎzé) ยังถูกหยิบยกมาเพื่อเปรียบเทียบสภาวะที่ผู้ที่มีกำลังเหนือกว่าใช้อำนาจจัดการปัญหาโดยปราศจากกรอบกติกาที่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบห่วงโซ่อุปทานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลกในภาพรวม
เหตุปัจจัยเบื้องหลังการปรับท่าทีเชิงรุก
การที่ผู้นำจีนเลือกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในครั้งนี้ แทนการสงวนท่าทีตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิม สามารถวิเคราะห์เหตุผลสำคัญได้ 3 ประการ
1 ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security): ข้อมูลจากสถาบันตะวันออกกลางศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศเซี่ยงไฮ้ ระบุว่าจีนต้องนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 40% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด มาตรการปิดล้อมทางทะเลและการจำกัดการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าวจึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนโดยตรง จีนจึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางการทูตเพื่อปกป้องเส้นทางลำเลียงทรัพยากรที่สำคัญของชาติ
2 บทบาทผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพ (Peace Broker): ในขณะที่มหาอำนาจตะวันตกเผชิญกับข้อจำกัดในการคลี่คลายความขัดแย้ง จีนพยายามเสนอตัวเป็นทางเลือกในการสร้างสันติภาพผ่านการประสานงานกับภาคีต่างๆ เช่น ปากีสถาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ การใช้ "Soft Power" ผ่านบทบาทตัวกลางเจรจาช่วยสร้างภาพลักษณ์ของจีนในฐานะมหาอำนาจที่รับผิดชอบต่อสันติภาพโลก
3 การสร้างดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ: ก่อนการพบปะกับผู้นำสหรัฐฯ เพื่อเจรจาประเด็นสงครามการค้า การแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งในตะวันออกกลางช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่จีนปักกิ่ง โดยสื่อให้เห็นว่าจีนมีอิทธิพลและบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยในภูมิภาคซึ่งมีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
ความชัดเจนของนโยบายจีน: สู่ความร่วมมือพหุภาคี
ยุทธศาสตร์ของจีนในปัจจุบันมีการยกระดับสู่ความชัดเจนผ่านโครงการ Global Security Initiative (GSI) ซึ่งเน้นย้ำว่าความมั่นคงของโลกควรเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและไม่ควรมีประเทศใดสร้างความมั่นคงบนความเสี่ยงของผู้อื่น
ในอดีต จีนอาจดำเนินนโยบายไม่แทรกแซงอย่างเคร่งครัด แต่ปัจจุบันเราเห็นการเปลี่ยนแปลงดังนี้:
• การอ้างอิงนิติธรรม: จีนหันมาใช้พื้นที่ระหว่างประเทศสื่อสารเรื่อง “อำนาจแห่งนิติธรรม” เพื่อท้าทายระเบียบโลกเดิมที่ตนมองว่าขาดความสมดุล
• การขับเคลื่อนแบบพหุภาคี: การดึงพันธมิตรในภูมิภาคเข้ามาร่วมหารือ สะท้อนถึงความพยายามสร้างเครือข่ายความมั่นคงทางเลือกที่สอดคล้องกับแนวทางของตน
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
ถ้อยแถลงของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในครั้งนี้ มิใช่เพียงบทวิจารณ์สถานการณ์สงคราม แต่เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ส่งสัญญาณว่าจีนพร้อมที่จะมีบทบาทนำในการกำหนดกติกาโลกมากขึ้น ความผันผวนในตะวันออกกลางเป็นบททดสอบสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่านโยบายต่างประเทศของจีนจะมีความมั่นใจ (Assertive) และชัดเจนยิ่งขึ้นในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์หลักของชาติ
โลกในทัศนะของผู้นำจีนคือโลกที่ทุกประเทศต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันอย่างเสมอภาค มิใช่สภาวะที่อำนาจทางการทหารเป็นตัวกำหนดความถูกต้องเพียงอย่างเดียว นี่คือสัญญาณสำคัญที่ทุกมหาอำนาจต้องพิจารณา เพื่อหาแนวทางอยู่ร่วมกันในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้
ข่าวล่าสุด